ในโลกปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารเปิดกว้างมากขึ้น คำว่า LGBTQ+ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป แต่ถึงอย่างนั้น ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ และอัตลักษณ์ทางเพศยังคงฝังรากลึกในหลายสังคม หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดการถกเถียงในระดับโลก คือ การบำบัดแปลงเพศ (Conversion Therapy)
การบำบัดแปลงเพศมักถูกอ้างว่าเป็น วิธีรักษา หรือ แนวทางปรับแก้ บุคคลที่มีรสนิยมทางเพศ หรืออัตลักษณ์ทางเพศแตกต่างจากบรรทัดฐานของสังคม แต่ในความเป็นจริง หลักฐานทางการแพทย์จิตวิทยา และสิทธิมนุษยชนล้วนชี้ชัดตรงกันว่า LGBTQ+ ไม่ใช่โรค และไม่จำเป็นต้องรักษา
การบำบัดแปลงเพศ (Conversion Therapy) คืออะไร?
การบำบัดแปลงเพศ (Conversion Therapy) คือ คำที่ใช้เรียกรวมถึงวิธีการ แนวปฏิบัติ หรือกระบวนการต่าง ๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อ เปลี่ยนแปลง หรือกดทับรสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ หรือการแสดงออกทางเพศ ของบุคคล ให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานทางสังคมที่ยึดถือเพียงเพศชาย–หญิง และความรักต่างเพศเป็นหลัก
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ความหลากหลายทางเพศเป็นสิ่งผิดปกติ เบี่ยงเบน หรือต้องแก้ไข ซึ่งขัดแย้งกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และจิตวิทยาสมัยใหม่อย่างสิ้นเชิง
เป้าหมายหลักของการบำบัดแปลงเพศ
การบำบัดแปลงเพศมักมีเป้าหมายใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. การเปลี่ยนรสนิยมทางเพศ (Sexual Orientation) เช่น พยายามทำให้บุคคลที่รักเพศเดียวกัน (Gay / Lesbian / Bisexual) กลับไปมีความรัก หรือแรงดึงดูดทางเพศต่อเพศตรงข้ามเท่านั้น
แนวคิดนี้เชื่อว่า ความรักเพศเดียวกัน เป็นพฤติกรรมที่เรียนรู้ได้ และสามารถแก้ไขได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง รสนิยมทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนมนุษย์ ไม่ใช่พฤติกรรมที่เลือก หรือเปลี่ยนได้ตามความต้องการ
2. การเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity) เช่น
- บังคับให้คนข้ามเพศ (Transgender) ต้องกลับไปใช้ชีวิตตามเพศกำเนิด
- ปฏิเสธการรับรู้ตัวตนของบุคคลที่ไม่ได้ระบุว่าตนเองเป็นชาย หรือหญิง (Non-binary)
การบำบัดในลักษณะนี้มักพยายามทำให้บุคคล ยอมรับเพศกำเนิด โดยไม่คำนึงถึงประสบการณ์ชีวิต ความรู้สึกภายใน และสุขภาพจิตของเจ้าตัว
3. การกดทับการแสดงออกทางเพศ (Gender Expression) เช่น
- ห้ามแสดงออกทางการแต่งกาย กิริยาท่าทาง หรือบทบาททางเพศ
- บังคับให้ปฏิบัติตัวให้ เหมือนผู้ชาย หรือเหมือนผู้หญิง ตามค่านิยมสังคม
แม้บางกรณีจะไม่อ้างว่าเป็นการ เปลี่ยนเพศ โดยตรง แต่การกดทับตัวตนลักษณะนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดแปลงเพศเช่นกัน เพราะมีเป้าหมายเพื่อปฏิเสธความเป็นตัวตนที่แท้จริงของบุคคล
รูปแบบของการบำบัดแปลงเพศที่พบได้
แม้ในปัจจุบันหลายประเทศจะออกกฎหมายหรือมีนโยบายห้าม การบำบัดแปลงเพศ (Conversion Therapy) อย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติ แนวคิดและวิธีการเหล่านี้ยังคงปรากฏอยู่ในหลายสังคม ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยมักแฝงตัวอยู่ภายใต้คำว่า การช่วยเหลือ การปรับทัศนคติ หรือ การแนะแนวชีวิต
รูปแบบของการบำบัดแปลงเพศที่พบได้ทั่วไป มีดังนี้
การบำบัดทางจิตวิทยาแบบบิดเบือน เป็นรูปแบบที่ใช้เครื่องมือทางจิตวิทยาในทางที่ไม่ถูกต้อง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้บุคคลรู้สึกว่า
- รสนิยมทางเพศของตนเป็นสิ่งผิดปกติ
- อัตลักษณ์ทางเพศของตนเป็นผลจากปัญหาทางจิตใจหรือการเลี้ยงดูที่ผิดพลาด
วิธีที่มักใช้ ได้แก่
- การสนทนาที่ชี้นำให้โทษตัวตนของบุคคล
- การตีความประสบการณ์ชีวิตในแง่ลบ
- การสะกดจิตหรือเทคนิคทางจิตใจเพื่อ ลบ ความรู้สึกทางเพศ
การบำบัดลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยเยียวยาสุขภาพจิต แต่กลับทำให้ผู้รับการบำบัดเกิดความสับสน รู้สึกผิด และสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง
การบำบัดเชิงศาสนา เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในสังคมที่ศาสนามีบทบาทสูง โดยอาศัยความเชื่อทางศาสนาเป็นเครื่องมือกดดัน เช่น
- การสวดมนต์หรือพิธีกรรมเพื่อ ขจัด ความหลากหลายทางเพศ
- การสารภาพบาปซ้ำ ๆ เพื่อทำให้รู้สึกว่าตัวตนเป็นสิ่งผิด
- การบังคับให้ละทิ้งอัตลักษณ์ทางเพศเพื่อแลกกับการยอมรับจากชุมชนศาสนา
แม้จะอ้างว่าทำด้วยความหวังดีหรือความเมตตา แต่การบำบัดเชิงศาสนาในลักษณะนี้มักทำให้บุคคลเกิดความขัดแย้งภายในใจ ระหว่างศรัทธากับการยอมรับตัวตนของตนเอง
การลงโทษหรือการสร้างความกลัวในอดีต การบำบัดแปลงเพศบางรูปแบบใช้วิธีที่รุนแรง เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอัตลักษณ์ทางเพศกับความรู้สึกเชิงลบ เช่น
- การลงโทษทางร่างกายหรือจิตใจ
- การทำให้เกิดความกลัว ความอับอาย หรือความเจ็บปวด
- การทำให้บุคคลรู้สึกว่าการเป็นตัวเองจะนำไปสู่ผลร้าย
แม้วิธีการรุนแรงเหล่านี้จะลดลงในปัจจุบัน แต่แนวคิดการ ทำให้กลัว ยังคงปรากฏในรูปแบบที่แฝงเร้น เช่น การข่มขู่ว่าจะถูกทอดทิ้ง ถูกประณาม หรือไม่มีอนาคตในสังคม
การกดดันจากครอบครัว หรือสังคม แม้จะไม่ถูกเรียกว่า การบำบัด อย่างเป็นทางการ แต่การกดดันจากคนใกล้ชิดถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการบำบัดแปลงเพศเช่นกัน เช่น
- การบังคับให้เปลี่ยนพฤติกรรม การแต่งกาย หรือท่าทาง
- การคาดหวังให้ใช้ชีวิตตามเพศกำเนิดเพื่อ ความปกติ
- การควบคุมการใช้ชีวิต การคบเพื่อน หรือการแสดงออก
แรงกดดันลักษณะนี้มักเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยาวนาน ส่งผลให้บุคคลต้องใช้ชีวิตด้วยการกดทับตัวตน เพื่อรักษาความสัมพันธ์ หรือการยอมรับจากสังคม
LGBTQ+ ไม่ใช่โรค ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
- องค์กรแพทย์ระดับโลกยืนยันชัดเจน องค์กรด้านสุขภาพ และจิตเวชทั่วโลกยอมรับตรงกันว่า
- รสนิยมทางเพศไม่ใช่ความผิดปกติ
- อัตลักษณ์ทางเพศไม่ใช่โรคทางจิต
- การรักเพศเดียวกัน และการเป็นคนข้ามเพศจึง ไม่ต้องการการรักษา
- ไม่มีหลักฐานว่าการบำบัดแปลงเพศได้ผล งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า
- ไม่สามารถเปลี่ยนรสนิยมทางเพศได้อย่างถาวร
- ผลลัพธ์ที่อ้างว่า เปลี่ยนได้ มักเกิดจากการกดทับ หรือปิดบังตัวตน
- ความหลากหลายคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ทั้งในมนุษย์ และสัตว์ พบความหลากหลายทางเพศในหลายรูปแบบ ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งผิดธรรมชาติ
เหตุผลที่การบำบัดแปลงเพศไม่ใช่วิธีรักษา LGBTQ+
- เพราะไม่มีโรคให้รักษา การรักษาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีโรค หรือภาวะผิดปกติ แต่ LGBTQ+ คือ อัตลักษณ์ ไม่ใช่อาการเจ็บป่วย
- ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพจิต ผู้ที่ผ่านการบำบัดแปลงเพศมักเผชิญ
- ความเครียดเรื้อรัง
- ภาวะซึมเศร้า
- ความรู้สึกไร้คุณค่าในตัวเอง
- ทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัว การบังคับให้เปลี่ยนตัวตน ทำให้เกิดช่องว่าง ความไม่เข้าใจ และบาดแผลทางใจระยะยาว
- ละเมิดสิทธิมนุษยชน ทุกคนมีสิทธิในร่างกาย ความคิด และอัตลักษณ์ของตนเอง การบำบัดแปลงเพศจึงถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน
ผลกระทบระยะยาวของการบำบัดแปลงเพศ
- บาดแผลทางใจที่ยากจะเยียวยา ผู้ที่เคยถูกบังคับให้เปลี่ยนมักรู้สึกผิดกับการเป็นตัวเอง แม้เวลาจะผ่านไปนาน
- การสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง การถูกสอนว่าตัวตน ผิด ทำให้หลายคนไม่กล้าใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระ
- ผลกระทบต่อเยาวชน LGBTQ+ เยาวชนเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด เพราะยังอยู่ในช่วงค้นหาตัวตน การถูกบำบัดแปลงเพศอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางจิตใจอย่างรุนแรง
มุมมองของสังคมโลกต่อการบำบัดแปลงเพศ
ปัจจุบัน หลายประเทศเริ่ม
- ออกกฎหมายห้ามการบำบัดแปลงเพศ
- ยอมรับสิทธิของ LGBTQ+ อย่างเป็นทางการ
- ส่งเสริมการดูแลสุขภาพจิตแบบเคารพตัวตน
ทิศทางของโลกกำลังมุ่งไปสู่การ ยอมรับ ไม่ใช่การแก้ไข
ทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การสนับสนุนแทนการบำบัด
- การให้คำปรึกษาเชิงยืนยันตัวตน (Affirmative Therapy) เป็นการดูแลสุขภาพจิตที่
- เคารพอัตลักษณ์
- ไม่พยายามเปลี่ยนรสนิยมทางเพศ
- บทบาทของครอบครัว การยอมรับ และรับฟัง คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ LGBTQ+ มีสุขภาพจิตที่ดี
- การสร้างสังคมที่ปลอดภัย โรงเรียน ชุมชน และสื่อ มีบทบาทสำคัญในการลดอคติ และการเลือกปฏิบัติ
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
- เราอยู่ในสังคมที่ยอมรับ LGBTQ+ แล้วจริง หรือยัง?
- การเดินทางสู่ความเป็นตัวของตัวเอง: การแปลงเพศสภาพในกลุ่ม LGBTQ+
การบำบัดแปลงเพศไม่เพียงแต่ ไม่ใช่วิธีรักษา LGBTQ+ แต่ยังสร้างบาดแผล และความเสียหายต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ในวันที่โลกเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า ความหลากหลายทางเพศคือธรรมชาติ ไม่ใช่ความผิดปกติ
การยุติแนวคิดนี้จึงเป็นก้าวสำคัญของสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การยอมรับ สนับสนุน และเปิดพื้นที่ปลอดภัย คือ การรักษา ที่แท้จริง ไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนตัวตนของใคร
เอกสารอ้างอิง
- Human Rights Campaign (HRC). Medical experts & LGBTQ+ people agree — conversion therapy is no replacement for health care. ข้อมูลว่าการบำบัดแปลงเพศเป็นอันตราย ไม่ใช่การรักษา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.hrc.org/press-releases/medical-experts-lgbtq-people-agree-conversion-therapy-is-no-replacement-for-health-care HRC
- National Alliance on Mental Illness (NAMI). Conversion Therapy | NAMI advocacy priorities on stopping harmful practices. ข้อมูลว่าการบำบัดแปลงเพศเป็นแนวปฏิบัติที่ไม่ได้ผลและเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิต. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.nami.org/advocacy/policy-priorities/stopping-harmful-practices/conversion-therapy/ สมาคมจิตเวชแห่งชาติ (NAMI)
- GLAAD. The Facts About Conversion Therapy Practices. สรุปข้อเท็จจริงว่าการบำบัดแปลงเพศเป็นแนวปฏิบัติที่ถูกประณามจากองค์กรสุขภาพระดับโลก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://glaad.org/facts-about-conversion-therapy/ GLAAD
- Love Foundation. Conversion Therapy Explained: The APA’s Perspective. ข้อมูลว่าการบำบัดแปลงเพศขัดต่อหลักจริยธรรมและไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://lovefoundation.or.th/en/understanding-conversion-therapy/ มูลนิธิเพื่อรัก Love Foundation
- Wikipedia. Legality of conversion therapy. ข้อมูลระดับโลกว่าหลายประเทศได้ห้ามการบำบัดแปลงเพศเพราะเป็นแนวปฏิบัติที่ไม่มีผลและอาจเป็นอันตราย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Legality_of_conversion_therapy วิกิพีเดีย






