รู้จักโรคฝีดาษวานร ทำไมกลุ่มชายรักชายจึงเป็นกลุ่มเสี่ยง

//

lgbt thai

beefhunt

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกได้เผชิญกับการระบาดของโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งที่สร้างความสนใจในวงกว้าง นั่นคือ โรคฝีดาษวานร หรือที่คนไทยเคยรู้จักในชื่อ โรคฝีดาษวานร แม้ว่าโรคนี้จะไม่ใช่โรคใหม่ในวงการแพทย์ แต่การระบาดในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป และอเมริกา ทำให้โรคนี้ถูกพูดถึงอย่างมากในสังคม

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดการถกเถียงในสื่อ และวงการสาธารณสุข คื อข้อมูลระบาดวิทยาที่พบว่า ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอยู่ในกลุ่มชายรักชาย (MSM – Men who have sex with men) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน LGBTQ+

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขย้ำชัดว่า โรคฝีดาษวานร ไม่ใช่โรคของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และทุกคนสามารถติดเชื้อได้ หากมีารสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ

Love2test
รู้จักโรคฝีดาษวานร ทำไมกลุ่มชายรักชายจึงเป็นกลุ่มเสี่ยง

โรคฝีดาษวานร คืออะไร?

โรคฝีดาษวานร (Monkeypox,Mpox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดจาก Monkeypox virus ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกับไวรัสฝีดาษ โรคนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1958 จากการระบาดในลิงทดลอง ทำให้มีชื่อเรียกว่า ฝีดาษวานร แม้ในความเป็นจริง สัตว์ฟันแทะในธรรมชาติ เช่น หนูป่า อาจเป็นแหล่งรังโรคหลัก การติดเชื้อในมนุษย์ถูกพบครั้งแรกในปี 1970 ในประเทศแถบแอฟริกากลาง ก่อนจะมีการระบาดในหลายภูมิภาคของโลกในเวลาต่อมา การระบาดครั้งใหญ่ในปี 2022 ทำให้ World Health Organization (WHO) ประกาศให้ Mpox เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศในช่วงหนึ่งของการระบาด เพื่อเร่งการควบคุมโรค

“ChatLove2test"

อาการของโรคฝีดาษวานร

อาการของ Mpox มักเกิดหลังได้รับเชื้อประมาณ 5–21 วัน โดยมีอาการหลักดังนี้

ระยะเริ่มต้นของโรค ผู้ติดเชื้ออาจมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น

  • ไข้
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • อ่อนเพลีย
  • ต่อมน้ำเหลืองบวม

ลักษณะเด่นของ Mpox คือ ต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งช่วยแยกโรคนี้ออกจากโรคผื่นติดเชื้ออื่น ๆ

“PrEPLove2test"

ระยะผื่น และตุ่ม หลังจากมีไข้ประมาณ 1–3 วัน ผู้ติดเชื้อจะเริ่มมีผื่นที่ผิวหนัง ผื่นจะพัฒนาเป็นลำดับ ได้แก่

  • จุดแดง
  • ตุ่มนูน
  • ตุ่มน้ำ
  • ตุ่มหนอง
  • สะเก็ด

ในช่วงการระบาดที่ผ่านมา ผู้ป่วยจำนวนมากพบ ผื่นบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือบริเวณขาหนีบ ซึ่งทำให้หลายคนเข้าใจว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยตรง

โรคฝีดาษวานร ติดต่อกันได้อย่างไร?

การแพร่เชื้อของโรคฝีดาษวานร เกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ เช่น

  • การสัมผัสผื่น หรือตุ่มบนผิวหนัง
  • การสัมผัสสารคัดหลั่งจากตุ่ม
  • การกอด จูบ หรือสัมผัสผิวหนังเป็นเวลานาน
  • การใช้ของร่วมกัน เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว หรือเครื่องนอน
  • การมีเพศสัมพันธ์ที่มีการสัมผัสผิวหนังอย่างใกล้ชิด

ดังนั้น แม้โรคนี้จะถูกพูดถึงในบริบทของเพศสัมพันธ์ แต่ในความเป็นจริง การสัมผัสผิวหนังใกล้ชิดเป็นเวลานานคือปัจจัยสำคัญของการแพร่เชื้อ

ทำไมการระบาดจึงพบมากในกลุ่ม LGBTQ+

ในช่วงการระบาดที่ผ่านมา ข้อมูลจากหลายประเทศพบว่า ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย โดยเฉพาะชายรักชาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน LGBTQ+ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์และหน่วยงานสาธารณสุขอธิบายว่า ปัจจัยนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ทางเพศ แต่เกี่ยวข้องกับ รูปแบบการสัมผัสและเครือข่ายทางสังคม

  • การสัมผัสผิวหนังอย่างใกล้ชิดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ โดยการมีเพศสัมพันธ์มักเกี่ยวข้องกับ
    • การสัมผัสผิวหนังโดยตรง
    • การสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศ
    • การสัมผัสบริเวณทวารหนัก
    • ซึ่งเป็นบริเวณที่มักพบผื่นของ โรคฝีดาษวานร จึงเพิ่มโอกาสการแพร่เชื้อ
  • เครือข่ายทางสังคม และเครือข่ายทางเพศ ในทางระบาดวิทยา โรคมักแพร่กระจายผ่าน เครือข่ายของผู้คนที่มีการติดต่อกันบ่อย เมื่อโรคเริ่มต้นในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น กลุ่มชายรักชายในเมืองใหญ่ โรคจึงสามารถแพร่กระจายภายในเครือข่ายนั้นได้รวดเร็ว
  • การรวมตัวในกิจกรรมของชุมชน หรือกิจกรรมทางสังคม เช่น
    • งานเทศกาล
    • ปาร์ตี้
    • งาน Pride
    • อาจทำให้เกิดการพบปะผู้คนจำนวนมาก และเพิ่มโอกาสการสัมผัสใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นสาเหตุของโรคโดยตรง แต่เป็นเพียง สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแพร่เชื้อ

โรคฝีดาษวานรไม่ใช่โรคของ LGBTQ+

ผู้เชี่ยวชาญจาก World Health Organization และหน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลกย้ำว่า โรคฝีดาษวานร ไม่ใช่โรคของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทุกคนสามารถติดเชื้อได้ หากมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ การเหมารวมว่าโรคนี้เป็นโรคของเกย์ อาจทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น

  • การตีตราทางสังคม (Stigma)
  • ผู้ป่วยไม่กล้าไปตรวจรักษา
  • การควบคุมโรคทำได้ยากขึ้น

ดังนั้น การให้ข้อมูลที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างมาก

การรักษาโรคฝีดาษวานร

การรักษาโรคฝีดาษวานร 

แม้ว่าโรคฝีดาษวานร จะเป็นโรคติดเชื้อไวรัส แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ โดยทั่วไปอาการของโรคจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในประมาณ 2–4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและภูมิคุ้มกันของแต่ละคน การรักษาในปัจจุบันจึงเน้นการ ดูแลตามอาการ (Supportive Treatment) และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

  • การรักษาตามอาการ แพทย์มักให้การรักษาเพื่อบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น เช่น
    • ยาลดไข้ และบรรเทาอาการปวด
    • การดูแลผื่นหรือแผลที่ผิวหนัง
    • การรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (หากมี)
    • การดูแลแผลบริเวณอวัยวะเพศหรือผิวหนังที่มีการอักเสบ
    • ในผู้ป่วยบางราย ผื่นอาจทำให้เกิดอาการเจ็บหรือคัน แพทย์อาจแนะนำให้ทำความสะอาดแผลอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการเกาหรือสัมผัสแผลโดยตรง
  • การใช้ยาต้านไวรัส ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีอาการรุนแรง เช่น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เด็กเล็ก หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว แพทย์อาจพิจารณาใช้ ยาต้านไวรัสเฉพาะทาง ยาที่ถูกใช้ในการรักษาโรคฝีดาษวานร ในบางประเทศ ได้แก่ Tecovirimat ซึ่งเป็นยาที่พัฒนาขึ้นเพื่อรักษาไวรัสในกลุ่มเดียวกับโรคฝีดาษ โดยสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรค และลดระยะเวลาของอาการได้อย่างไรก็ตาม ยานี้มักใช้ในกรณีจำเป็น และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
  • การแยกตัวระหว่างป่วย ผู้ที่ติดเชื้อ Mpox ควรแยกตัวจากผู้อื่นจนกว่าแผลหรือตุ่มทั้งหมดจะตกสะเก็ด และหายสนิท เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น ซึ่งข้อแนะนำที่สำคัญ ได้แก่
    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้อื่นโดยตรง
    • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
    • ปิดแผลหรือตุ่มด้วยผ้าก๊อซหรือเสื้อผ้า
    • ล้างมือบ่อย ๆ
    • การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมระหว่างการติดเชื้อสามารถช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่บางกลุ่มอาจมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากกว่า เช่น
    • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
    • ผู้ติดเชื้อ HIV ที่ไม่ได้รับการรักษา
    • เด็กเล็ก
    • หญิงตั้งครรภ์
    • กลุ่มเหล่านี้ควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิดหากติดเชื้อ Mpox

การดูแลสุขภาพทางเพศในชุมชน LGBTQ+

ชุมชน LGBTQ+ ทั่วโลกมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการดูแลสุขภาพทางเพศ เช่น

  • การตรวจเอชไอวี
  • การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • การใช้ถุงยางอนามัย
  • การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง

แนวคิดเรื่อง การป้องกันหลายชั้น (Combination Prevention) เช่น

  • การใช้ถุงยางอนามัย
  • การตรวจสุขภาพเป็นประจำ
  • การเข้าถึงบริการทางการแพทย์

สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดเชื้อหลายชนิด รวมถึง โรคฝีดาษวานร

วิธีป้องกันโรคฝีดาษวานร

การป้องกัน โรคฝีดาษวานร สามารถทำได้โดย

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสผื่น หรือแผลของผู้อื่น
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
  • ล้างมือบ่อย ๆ
  • สังเกตผื่นผิดปกติบนร่างกายหรือของคู่นอน
  • หากมีอาการควรรีบพบแพทย์

การเข้ารับการตรวจเมื่อสงสัยว่าติดเชื้อเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคฝีดาษวานรในกลุ่ม LGBTQ+

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคฝีดาษวานรในกลุ่ม LGBTQ+

Q : ทำไมจึงพบโรคฝีดาษวานรในกลุ่มชายรักชายมากกว่ากลุ่มอื่น?

A : การระบาดของ Mpox ในหลายประเทศพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากในกลุ่มชายรักชาย (MSM) เนื่องจากปัจจัยด้านพฤติกรรมการสัมผัสใกล้ชิด เช่น การมีเพศสัมพันธ์ที่มีการสัมผัสผิวหนังโดยตรง รวมถึงเครือข่ายทางสังคมที่เชื่อมโยงกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ โรคนี้ไม่ได้เกิดจากรสนิยมทางเพศ แต่เกิดจากรูปแบบการสัมผัสใกล้ชิด ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน

Q :  โรคฝีดาษวานรถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่?

A : โดยทั่วไป Mpox ไม่ถูกจัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยตรง แต่การมีเพศสัมพันธ์เป็นกิจกรรมที่มีการสัมผัสผิวหนังอย่างใกล้ชิด และเป็นเวลานาน จึงเพิ่มโอกาสในการแพร่เชื้อ

ดังนั้นโรคนี้สามารถแพร่ได้ระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ แต่ก็สามารถแพร่ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดในรูปแบบอื่นได้เช่นกัน

Q :  คนที่ไม่ได้เป็น LGBTQ+ สามารถติดโรคฝีดาษวานรได้หรือไม่?

A : ได้แน่นอน เพราะ Mpox สามารถติดได้ในทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพศใดหรือมีรสนิยมทางเพศแบบใด หากมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ

ดังนั้น การป้องกันโรคจึงควรเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

Q : อาการของโรคฝีดาษวานรในกลุ่มชายรักชายแตกต่างจากคนทั่วไปหรือไม่?

A : โดยทั่วไป อาการของ Mpox ไม่แตกต่างกันมาก แต่ในการระบาดครั้งล่าสุดพบว่าผู้ป่วยจำนวนมากมี ผื่นหรือแผลบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือบริเวณขาหนีบ เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีการสัมผัสระหว่างมีเพศสัมพันธ์

บางคนอาจมีผื่นเพียงไม่กี่จุด ซึ่งทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคผิวหนังทั่วไป

Q : หากสงสัยว่าติดโรคฝีดาษวานรควรทำอย่างไร?

A : หากมีอาการ เช่น

  • ไข้
  • ต่อมน้ำเหลืองบวม
  • ผื่นหรือตุ่มที่ผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ

ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่นจนกว่าจะทราบผล

Q :  โรคฝีดาษวานรมีวัคซีนป้องกันหรือไม่?

A : ปัจจุบันโรคฝีดาษวานร มีวัคซีนที่สามารถช่วยป้องกันโรคได้ โดยวัคซีนที่ใช้ในหลายประเทศคือ JYNNEOS ซึ่งพัฒนามาจากวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ (Smallpox)

วัคซีนนี้สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และช่วยลดความรุนแรงของโรคหากติดเชื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น

  • บุคลากรทางการแพทย์
  • ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ
  • กลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ

Q : กลุ่ม LGBTQ+ หรือชายรักชายควรฉีดวัคซีนโรคฝีดาษวานร หรือไม่?

A : ในบางประเทศ หน่วยงานสาธารณสุขแนะนำให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ชายรักชายที่มีคู่นอนหลายคน หรือผู้ที่อยู่ในเครือข่ายที่มีการระบาด เข้ารับวัคซีนป้องกัน Mpox

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงวัคซีนอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ จึงควรติดตามคำแนะนำจากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่

Q : หากสัมผัสผู้ติดเชื้อแล้ว ยังสามารถฉีดวัคซีนได้หรือไม่?

A : วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานร สามารถใช้เป็น การป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ (Post-Exposure Prophylaxis) ได้

โดยทั่วไป หากฉีดภายใน 4 วันหลังสัมผัสเชื้อ อาจช่วยป้องกันการเกิดโรคได้ และหากฉีดภายใน 14 วัน อาจช่วยลดความรุนแรงของอาการ

Q : มียากินรักษาโรคฝีดาษวานรหรือไม่?

A : ปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่ใช้รักษาโรคฝีดาษวานร ในผู้ป่วยบางราย เช่น Tecovirimat

ยานี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาไวรัสในตระกูลเดียวกับโรคฝีดาษ และสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรค โดยมักใช้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีอาการรุนแรง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

โรคฝีดาษวานร หรือ Mpox เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่แพร่ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผิวหนังของผู้ติดเชื้อ แม้ว่าการระบาดในช่วงที่ผ่านมาอาจพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากในกลุ่มชายรักชาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน LGBTQ+ แต่สาเหตุหลักเกี่ยวข้องกับ รูปแบบการสัมผัส และเครือข่ายทางสังคม ไม่ใช่อัตลักษณ์ทางเพศ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดการตีตราทางสังคม และสนับสนุนให้ทุกคนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างเท่าเทียม เพื่อให้สังคมสามารถควบคุมโรค และป้องกันการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization. Mpox (Monkeypox): Key facts and global outbreak information. อธิบายข้อมูลโรคฝีดาษวานร การแพร่เชื้อ อาการ และสถานการณ์ทั่วโลก.[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/mpox
  • Centers for Disease Control and Prevention. Mpox: Transmission, symptoms, and prevention. ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อ อาการ และการป้องกันโรคฝีดาษวานร.[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/mpox
  • UNAIDS. Mpox and HIV: Information for gay men and other men who have sex with men. ข้อมูลเกี่ยวกับ Mpox ในบริบทของชุมชนชายรักชายและสุขภาพทางเพศ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org
  • กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. เว็บไซต์ กรมควบคุมโรค ข้อมูลโรคฝีดาษวานร (Mpox) อาการ การติดต่อ และการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย. ข้อมูลเกี่ยวกับโรคฝีดาษวานร และสถานการณ์การระบาดในภูมิภาคเอเชีย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/thailand

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า