มีจริง และเป็นเรื่องที่หลายคนอาจเข้าใจผิด เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือ Sexually Transmitted Infections (STIs) ไม่ได้แสดงอาการในผู้ติดเชื้อทุกคน บางคนอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย ขณะที่บางคนอาจไม่มีอาการเลยในช่วงหนึ่งของการติดเชื้อ
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศแม้ไม่มีอาการก็ควรพิจารณาตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะซิฟิลิสและ HIV เนื่องจากโรคเหล่านี้อาจไม่แสดงอาการ และการตรวจเป็นวิธีสำคัญในการทราบสถานะการติดเชื้อ
โรคที่อาจไม่มีอาการไม่ได้มีเพียงโรคเดียว ตัวอย่างเช่น หนองในเทียม หนองใน ซิฟิลิส HPV และHPVโดยลักษณะการไม่มีอาการแตกต่างกันไปตามชนิดของเชื้อ ตำแหน่งที่ติดเชื้อ และระยะของโรค
ดังนั้น คำว่า ไม่มีอาการ ไม่ได้เท่ากับ ไม่มีเชื้อ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คืออะไร?
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) คือ กลุ่มโรคติดเชื้อที่สามารถแพร่จากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์หรือการสัมผัสทางเพศกับบริเวณที่มีเชื้อ โดยอาจเกิดขึ้นได้จากการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและรูปแบบการสัมผัส
เชื้อที่ทำให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีหลายประเภท ทั้ง แบคทีเรีย ไวรัส และปรสิต ตัวอย่างเช่น เชื้อ Chlamydia trachomatis ที่ทำให้เกิดหนองในเทียม เชื้อ Neisseria gonorrhoeae ที่ทำให้เกิดหนองใน เชื้อ Treponema pallidum ที่ทำให้เกิดซิฟิลิส รวมถึงไวรัส เช่น HIV, HPV และไวรัสเริม
นอกจากการติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์แล้ว โรคบางชนิดยังสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสผิวหนังหรือเยื่อบุบริเวณที่มีเชื้อ และโรคบางชนิดอาจติดต่อจากมารดาสู่ทารกในระหว่างตั้งครรภ์หรือคลอดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของโรค
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แบ่งออกเป็นกลุ่มใดบ้าง?
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถแบ่งอย่างง่ายตาม ลักษณะอาการที่พบได้บ่อย เพื่อช่วยให้เข้าใจความแตกต่างของโรค แต่การแบ่งกลุ่มนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ติดเชื้อทุกคนจะต้องมีอาการเหมือนกัน
กลุ่มโรคที่ทำให้เกิดแผล หรือตุ่มบริเวณอวัยวะเพศ
โรคในกลุ่มนี้อาจทำให้เกิดแผล ตุ่ม หรือความผิดปกติบริเวณผิวหนังและเยื่อบุ เช่น
- ซิฟิลิส อาจทำให้เกิดแผลบริเวณที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย โดยแผลระยะแรกอาจไม่เจ็บ ทำให้บางคนไม่ทันสังเกต
- เริมอวัยวะเพศ อาจทำให้เกิดตุ่มน้ำหรือแผลบริเวณอวัยวะเพศหรือรอบ ๆ บริเวณดังกล่าว
- แผลริมอ่อน สามารถทำให้เกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศและอาจมีอาการเจ็บร่วมด้วย
สิ่งสำคัญคือ การไม่มีแผลไม่ได้หมายความว่าไม่มีการติดเชื้อ เพราะโรคบางชนิดอาจไม่มีอาการ หรืออาการอาจหายไปในช่วงหนึ่ง
กลุ่มโรคที่ทำให้เกิดหนอง หรือสารคัดหลั่งผิดปกติ
โรคในกลุ่มนี้มักเกี่ยวข้องกับการอักเสบของท่อปัสสาวะ ปากมดลูก หรือบริเวณอื่น ๆ และอาจทำให้มีหนองหรือสารคัดหลั่งผิดปกติ เช่น
- หนองใน (Gonorrhea) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae
- หนองในเทียม (Chlamydia) เกิดจากเชื้อ Chlamydia trachomatis
อาการที่อาจพบ ได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด มีสารคัดหลั่งผิดปกติ หรือมีหนองออกจากท่อปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งอาจไม่มีอาการเลย โดยเฉพาะการติดเชื้อในผู้หญิง หรือการติดเชื้อบริเวณคอและทวารหนัก
ดังนั้น การไม่มีหนองหรือไม่มีอาการปัสสาวะแสบขัดจึงไม่สามารถใช้ยืนยันว่าไม่มีการติดเชื้อได้
กลุ่มโรคที่ทำให้เกิดตุ่มหรือหูด
โรคบางชนิดอาจทำให้เกิดตุ่มหรือหูดบริเวณอวัยวะเพศ เช่น
- หูดหงอนไก่จาก HPV
- หูดหรือรอยโรคบริเวณผิวหนังบางชนิด
สำหรับ HPV ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการและไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ เนื่องจากเชื้อบางสายพันธุ์ไม่ได้ทำให้เกิดหูดที่มองเห็นได้
นอกจากนี้ HPV บางสายพันธุ์ยังมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งบางชนิด จึงควรให้ความสำคัญกับการป้องกัน การฉีดวัคซีน และการตรวจคัดกรองตามคำแนะนำที่เหมาะสม
กลุ่มโรคที่อาจมีอาการคันหรือระคายเคือง
โรคติดต่อบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการคัน แสบ หรือระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ เช่น
- พยาธิช่องคลอด (Trichomoniasis) อาจทำให้มีอาการคัน แสบ หรือมีตกขาวผิดปกติ
- หิด อาจทำให้เกิดอาการคันและผื่นบริเวณผิวหนัง
- โลน อาจทำให้เกิดอาการคันบริเวณที่มีตัวหรือไข่ของโลน
อย่างไรก็ตาม อาการคันหรือระคายเคืองไม่ได้จำเพาะต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เสมอไป เพราะอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือภาวะอื่นได้เช่นกัน จึงไม่ควรวินิจฉัยจากอาการเพียงอย่างเดียว
กลุ่มโรคที่อาจไม่มีอาการอย่างชัดเจน
นี่เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญอย่างมากเมื่อพูดถึง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีอาการ
โรคบางชนิดสามารถติดเชื้อโดยที่ผู้ติดเชื้อไม่รู้ตัว เช่น
- หนองในเทียม
- หนองใน
- ซิฟิลิสในบางระยะ
- HPV
- เริม
- HIV
ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ติดเชื้อหนองในเทียมอาจไม่มีอาการเป็นเวลานาน ขณะที่การติดเชื้อหนองในบริเวณคอหรือทวารหนักก็อาจไม่ทำให้เกิดอาการที่ชัดเจน
ด้วยเหตุนี้ ไม่มีอาการ จึงไม่เท่ากับ ไม่มีโรค
ทำไมการแบ่งตามอาการจึงไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้?
แม้การแบ่งโรคตามลักษณะอาการจะช่วยให้เข้าใจง่าย แต่ในทางปฏิบัติ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แต่ละชนิดไม่ได้มีรูปแบบอาการเหมือนกันในทุกคน
ตัวอย่างเช่น
- ผู้ติดเชื้อหนองในเทียม บางคนอาจมีสารคัดหลั่งผิดปกติหรือปัสสาวะแสบขัด แต่บางคนไม่มีอาการเลย
- ผู้ติดเชื้อซิฟิลิส อาจมีแผลในระยะแรก จากนั้นอาการอาจเปลี่ยนแปลงหรือเข้าสู่ช่วงที่ไม่แสดงอาการ
- ผู้ติดเชื้อ HPV บางคนอาจมีหูด แต่บางคนไม่มีรอยโรคที่มองเห็นได้
- ผู้ติดเชื้อ HIV บางคนอาจมีอาการในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นสามารถอยู่ในช่วงที่ไม่มีอาการเป็นเวลานานได้
ดังนั้น การสังเกตว่ามีแผล มีหนอง มีตุ่ม หรือมีอาการคันหรือไม่ ไม่สามารถใช้ยืนยันได้อย่างแน่นอนว่าไม่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ทำไมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ถึงไม่มีอาการ?
สาเหตุที่ผู้ติดเชื้อบางคนไม่มีอาการอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย
- การติดเชื้ออยู่ในบริเวณที่สังเกตได้ยาก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ แต่สามารถเกิดขึ้นบริเวณอื่นตามลักษณะการสัมผัส เช่น คอหรือทวารหนัก กรมควบคุมโรคระบุว่าการติดเชื้อหนองในบริเวณคอและทวารหนักมักไม่ค่อยมีอาการ ด้วยเหตุนี้ คนที่ไม่มีอาการบริเวณอวัยวะเพศจึงไม่สามารถสรุปได้ว่าไม่มีการติดเชื้อในบริเวณอื่น
- อาการอาจเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย บางคนอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น แสบขณะปัสสาวะเล็กน้อย มีสารคัดหลั่งเปลี่ยนแปลง หรือมีผื่นที่เกิดขึ้นชั่วคราว เมื่ออาการไม่รุนแรง ผู้ติดเชื้ออาจคิดว่าเป็นการระคายเคืองหรือความผิดปกติทั่วไป จึงไม่ได้ตรวจ
- โรคบางชนิดมีช่วงที่ไม่มีอาการ โรคบางชนิดสามารถมีช่วงที่อาการลดลงหรือไม่ปรากฏให้เห็น ซิฟิลิส เป็นตัวอย่างที่สำคัญ เพราะผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการ แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกายหากไม่ได้รับการรักษา
- อาการอาจเกิดในตำแหน่งที่มองไม่เห็น ตัวอย่างเช่น หากมีการติดเชื้อบริเวณคอ ผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการเจ็บคอ หรือหากมีการติดเชื้อบริเวณทวารหนักก็อาจไม่มีอาการผิดปกติที่ชัดเจน จึงไม่ควรใช้เพียงการสังเกตอาการภายนอกเป็นตัวตัดสินว่ามีหรือไม่มีโรค

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีอาการ มีอะไรบ้าง?
โรคหนองในเทียม
หนองในเทียมเกิดจากแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis โรคนี้เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถไม่มีอาการได้ โดยเฉพาะในผู้หญิง ข้อมูลของกรมควบคุมโรคระบุว่า ผู้หญิงส่วนมากที่ติดเชื้อหนองในเทียมมักไม่มีอาการ ขณะที่ผู้ชายอาจมีอาการแสบหรือคันบริเวณท่อปัสสาวะ ปัสสาวะขัด หรือมีมูกใสหรือมูกขุ่น
ปัญหาคือ เมื่อไม่มีอาการ ผู้ติดเชื้ออาจไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้อ และอาจแพร่เชื้อไปยังคู่นอนได้
หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม การติดเชื้ออาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนในระบบสืบพันธุ์ได้
โรคหนองใน
หนองในเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae อาการอาจแตกต่างกันไปตามเพศและตำแหน่งที่ติดเชื้อ ผู้ชายที่มีการติดเชื้อบริเวณท่อปัสสาวะมักมีอาการ เช่น ปัสสาวะแสบขัดหรือมีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ แต่ในผู้หญิง การติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศอาจไม่มีอาการ และการติดเชื้อบริเวณคอหรือทวารหนักก็มักไม่ค่อยมีอาการเช่นกัน
จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ที่มีความเสี่ยง แม้ไม่มีอาการ ก็อาจจำเป็นต้องพิจารณาการตรวจคัดกรอง
โรคซิฟิลิส
ซิฟิลิสเกิดจากแบคทีเรีย Treponema pallidum โรคนี้สามารถมีอาการแตกต่างกันตามระยะ ในระยะแรกอาจมีแผลบริเวณที่ได้รับเชื้อ แต่แผลซิฟิลิสอาจ ไม่เจ็บ และอาจอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ยาก หลังจากนั้นอาจเกิดผื่นหรืออาการอื่น ๆ แต่เมื่อผ่านระยะหนึ่ง ผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการ กรมควบคุมโรคระบุว่าผู้ติดเชื้อซิฟิลิสบางรายอาจไม่แสดงอาการ และผู้ติดเชื้ออาจทราบสถานะจากการตรวจเลือด จึงไม่ควรคิดว่า ไม่มีแผลแล้วแปลว่าไม่มีซิฟิลิส
โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ HPV
HPV หรือ Human Papillomavirus เป็นไวรัสที่มีหลายสายพันธุ์ การติดเชื้อ HPV บางชนิดสามารถไม่มีอาการ ในขณะที่บางสายพันธุ์อาจทำให้เกิดหูดบริเวณอวัยวะเพศ HPV บางสายพันธุ์ยังมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งบางชนิด จึงมีความสำคัญทั้งในด้านการป้องกันและการตรวจสุขภาพตามความเหมาะสม การป้องกัน HPV สามารถทำได้ด้วยวัคซีนตามคำแนะนำด้านอายุและสุขภาพ รวมถึงการป้องกันระหว่างมีเพศสัมพันธ์
โรคเริมอวัยวะเพศ
เริมอวัยวะเพศเกิดจาก Herpes Simplex Virus หรือ HSV ผู้ติดเชื้อบางรายอาจมีตุ่มน้ำหรือแผลที่สังเกตได้ แต่บางรายอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อยจนไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ การไม่มีตุ่มหรือแผลในช่วงหนึ่งจึงไม่สามารถใช้ยืนยันว่าไม่มีเชื้อได้
HIV
HIV หรือเชื้อไวรัสเอชไอวีเป็นอีกหนึ่งการติดเชื้อที่อาจไม่มีอาการที่สังเกตได้ในบางช่วง
หลังได้รับเชื้อ อาการของแต่ละคนแตกต่างกัน บางรายอาจมีอาการคล้ายการติดเชื้อทั่วไป ขณะที่บางรายอาจไม่มีอาการชัดเจน ดังนั้น การสังเกตจากรูปลักษณ์ภายนอกจึงไม่สามารถบอกได้ว่าบุคคลหนึ่งติดเชื้อ HIV หรือไม่ การตรวจ HIV จึงมีบทบาทสำคัญในการทราบสถานะของตนเอง
ใครบ้างที่ควรพิจารณาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์?
การตรวจควรพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยดูจากประวัติการสัมผัสและความเสี่ยง
กลุ่มที่ควรพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับการตรวจ ได้แก่
- ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย
- ผู้ที่มีคู่นอนใหม่
- ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
- ผู้ที่ทราบว่าคู่นอนมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- ผู้ที่เคยติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- ผู้ที่มีอาการผิดปกติหลังมีเพศสัมพันธ์
- ผู้ที่มีความกังวลว่าตนเองอาจได้รับเชื้อ
- ผู้ที่มีการสัมผัสทางปากหรือทางทวารหนัก
- ผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่แนวทางการตรวจแนะนำให้ตรวจเป็นระยะ
กรมควบคุมโรคแนะนำว่าผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง แม้ไม่มีอาการ ควรตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และตรวจอย่างสม่ำเสมอตามความเหมาะสม
ไม่มีอาการ แปลว่าไม่มีโรคหรือไม่?
ไม่ใช่ นี่เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดของบทความนี้ ตัวอย่างเช่น
- ไม่มีหนอง ไม่ได้แปลว่าไม่มีหนองใน
- ไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าไม่มีหนองในเทียม
- ไม่มีแผล ไม่ได้แปลว่าไม่มีซิฟิลิส
- ไม่มีตุ่ม ไม่ได้แปลว่าไม่มี HPV หรือเริม
- ไม่มีอาการผิดปกติ ไม่ได้แปลว่าไม่มี HIV
กรมควบคุมโรคระบุโดยตรงว่า ผู้ที่มีความเสี่ยงทางเพศ แม้ไม่มีอาการ ควรพิจารณาการตรวจคัดกรอง เพราะซิฟิลิสและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดอาจไม่แสดงอาการ
อาการแบบไหนที่ควรไปตรวจ?
หากพบอาการต่อไปนี้หลังมีความเสี่ยง ควรเข้ารับการประเมิน
- มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ
- มีตุ่มหรือผื่นผิดปกติ
- มีหนองหรือสารคัดหลั่ง
- ปัสสาวะแสบขัด
- มีอาการคันหรือระคายเคืองผิดปกติ
- เจ็บบริเวณอวัยวะเพศ
- เจ็บหรือมีสารคัดหลั่งบริเวณทวารหนัก
- เจ็บคอหลังการสัมผัสทางปาก
- ปวดท้องน้อย
- เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
- มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นหลังมีความเสี่ยง
แต่สิ่งสำคัญคือ แม้ไม่มีอาการก็ยังอาจมีความจำเป็นต้องตรวจ หากมีความเสี่ยง
ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อไร?
ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาเดียวสำหรับโรคทุกชนิดได้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ
- ชนิดของเชื้อ
- วิธีตรวจ
- ระยะเวลาหลังมีความเสี่ยง
- ตำแหน่งที่สัมผัส
- มีอาการหรือไม่มีอาการ
- ได้รับการรักษาหรือใช้ยามาก่อนหรือไม่
หากเพิ่งมีความเสี่ยง ควรแจ้งวันและลักษณะการสัมผัสให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ เพื่อประเมินว่าควรตรวจอะไรและเมื่อใด ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องตรวจซ้ำหากการตรวจครั้งแรกเกิดขึ้นเร็วเกินไป

ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อะไรได้บ้าง?
การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้มีเพียงการตรวจแบบเดียว แต่ควรเลือกวิธีตรวจให้เหมาะสมกับ ชนิดของโรค ระยะเวลาหลังมีความเสี่ยง และลักษณะการสัมผัสทางเพศ เนื่องจากเชื้อแต่ละชนิดสามารถตรวจพบได้ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน
สิ่งสำคัญคือ หากมีการสัมผัสทางเพศหลายช่องทาง ควรแจ้งข้อมูลให้ผู้ให้บริการสุขภาพทราบอย่างครบถ้วน เพราะอาจมีความจำเป็นต้องตรวจมากกว่าหนึ่งตำแหน่ง
- ตรวจเลือด การตรวจเลือดเป็นวิธีที่ใช้ตรวจการติดเชื้อบางชนิด โดยเฉพาะโรคที่สามารถตรวจหาภูมิคุ้มกัน แอนติเจน หรือสารพันธุกรรมของเชื้อในเลือดได้ ตัวอย่างโรคที่อาจตรวจด้วยเลือด ได้แก่
- HIV
- ซิฟิลิส
- ไวรัสตับอักเสบบี
- ไวรัสตับอักเสบซี ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้หรือความเสี่ยง
- ซิฟิลิสตรวจเลือดได้หรือไม่?
- ได้ การตรวจเลือดมีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัยซิฟิลิส เนื่องจากผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการ หรืออาการในระยะแรกอาจไม่ชัดเจนจนไม่ได้สังเกต
- การตรวจซิฟิลิสอาจมีการใช้การทดสอบมากกว่าหนึ่งประเภทเพื่อช่วยในการวินิจฉัยและประเมินการติดเชื้อ ดังนั้น หากมีความเสี่ยงไม่ควรรอให้เกิดแผลหรือผื่นก่อนจึงค่อยตรวจ
- ตรวจปัสสาวะ การตรวจปัสสาวะสามารถใช้ตรวจหาเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด โดยเฉพาะ
- หนองในเทียม (Chlamydia)
- หนองใน (Gonorrhea)
- การตรวจด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ สามารถช่วยตรวจพบการติดเชื้อได้ แม้ในบางคนจะไม่มีอาการ
- อย่างไรก็ตาม การตรวจปัสสาวะไม่ได้หมายความว่าจะสามารถตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ทุกชนิด และไม่สามารถใช้แทนการตรวจจากตำแหน่งอื่นได้ในทุกกรณี
- เก็บตัวอย่างจากบริเวณอวัยวะเพศ ในบางกรณี ผู้ให้บริการสุขภาพอาจเก็บตัวอย่างจากบริเวณที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อ เช่น
- ช่องคลอด
- ปากมดลูก
- ท่อปัสสาวะ
- บริเวณอวัยวะเพศ
- ตัวอย่างที่เก็บอาจนำไปตรวจหาเชื้อด้วยวิธีที่เหมาะสมกับโรคที่สงสัย
- การเก็บตัวอย่างจากบริเวณดังกล่าวมีความสำคัญในกรณีที่มีอาการ เช่น มีสารคัดหลั่งผิดปกติ แสบขณะปัสสาวะ หรือมีอาการอื่น ๆ รวมถึงในบางกรณีที่ต้องการตรวจคัดกรองแม้ไม่มีอาการ
- เก็บตัวอย่างจากลำคอหรือช่องปาก ผู้ที่มีการสัมผัสทางปากอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบริเวณคอ เช่น หนองในหรือหนองในเทียม
- การติดเชื้อบริเวณคอมีประเด็นสำคัญคือ อาจไม่มีอาการ ผู้ติดเชื้อบางคนอาจไม่มีอาการเจ็บคอ ไม่มีไข้ และไม่รู้ว่ามีเชื้ออยู่
- ดังนั้น หากมีประวัติการสัมผัสทางปาก ควรแจ้งให้ผู้ให้บริการสุขภาพทราบ เพราะอาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาการเก็บตัวอย่างจากลำคอเพิ่มเติมตามความเสี่ยง
- เก็บตัวอย่างจากทวารหนัก หากมีการสัมผัสทางทวารหนัก อาจมีความจำเป็นต้องตรวจจากบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหนองในหรือหนองในเทียม การติดเชื้อบริเวณทวารหนักอาจไม่มีอาการ หรือบางรายอาจมีอาการ เช่น
- เจ็บหรือระคายเคืองบริเวณทวารหนัก
- มีสารคัดหลั่ง
- มีเลือดออก
- รู้สึกไม่สบายบริเวณทวารหนัก
- อย่างไรก็ตาม ไม่มีอาการไม่ได้หมายความว่าไม่มีเชื้อ
- แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของกรมควบคุมโรคให้ความสำคัญกับการเก็บสิ่งส่งตรวจจากตำแหน่งที่มีการสัมผัส โดยเฉพาะในกรณีที่มีประวัติการสัมผัสทางปากหรือทวารหนัก เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการตรวจพบการติดเชื้อ
- ตรวจจากแผล ตุ่ม หรือรอยโรค หากมีแผล ตุ่ม หรือรอยโรคบริเวณอวัยวะเพศ ช่องปาก หรือบริเวณอื่นที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผู้ให้บริการสุขภาพอาจพิจารณาเก็บตัวอย่างจากรอยโรคเพื่อตรวจเพิ่มเติม วิธีตรวจขึ้นอยู่กับโรคที่สงสัย เช่น
- ซิฟิลิส
- เริม
- โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดที่ทำให้เกิดแผลหรือตุ่ม
- ไม่ควรแกะ บีบ หรือทายาด้วยตนเองก่อนเข้ารับการตรวจ เพราะอาจทำให้ลักษณะของรอยโรคเปลี่ยนแปลงและทำให้การประเมินทำได้ยากขึ้น
- ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต้องตรวจทุกอย่างพร้อมกันหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกโรคในทุกคน การเลือกตรวจควรพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยอาจดูจาก
- มีความเสี่ยงเมื่อใด
- มีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก
- มีอาการหรือไม่
- เคยมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อนหรือไม่
- คู่นอนมีประวัติการติดเชื้อหรือไม่
- มีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ หรือไม่
ตัวอย่างเช่น หากมีการสัมผัสทางปาก การตรวจเฉพาะปัสสาวะอาจไม่ครอบคลุมการติดเชื้อที่คอ หากมีการสัมผัสทางทวารหนักก็อาจจำเป็นต้องพิจารณาการตรวจจากบริเวณทวารหนักเช่นกัน
ดังนั้น การตรวจที่เหมาะสมควรสัมพันธ์กับตำแหน่งที่อาจได้รับเชื้อ
ตารางสรุปการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
| โรค/การติดเชื้อ | ตัวอย่างการตรวจที่อาจใช้ |
| HIV | ตรวจเลือด หรือการตรวจตามชุดตรวจที่ได้รับการรับรอง |
| ซิฟิลิส | ตรวจเลือด และการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม |
| หนองในเทียม | ปัสสาวะ หรือเก็บตัวอย่างจากตำแหน่งที่สัมผัส เช่น คอ/ทวารหนัก |
| หนองใน | ปัสสาวะ หรือเก็บตัวอย่างจากตำแหน่งที่สัมผัส เช่น คอ/ทวารหนัก |
| ไวรัสตับอักเสบบี | ตรวจเลือด |
| ไวรัสตับอักเสบซี | ตรวจเลือดตามข้อบ่งชี้และความเสี่ยง |
| เริม | ประเมินแผล/ตุ่ม และอาจเก็บตัวอย่างจากรอยโรคในบางกรณี |
| HPV | การตรวจคัดกรองหรือประเมินรอยโรคตามตำแหน่งและเพศ/ช่วงอายุที่เกี่ยวข้อง |
หมายเหตุ: วิธีตรวจและช่วงเวลาที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปตามชนิดของเชื้อและสถานการณ์ของแต่ละคน จึงควรปรึกษาผู้ให้บริการสุขภาพก่อนตรวจเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสม

ทำไมการตรวจตามตำแหน่งที่สัมผัสจึงสำคัญ?
หลายคนเข้าใจว่า หากต้องการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพียงตรวจปัสสาวะก็เพียงพอ แต่ในความเป็นจริง การตรวจปัสสาวะไม่สามารถครอบคลุมการติดเชื้อทุกตำแหน่ง
ตัวอย่างเช่น
- มีการสัมผัสทางปาก → อาจต้องพิจารณาตรวจคอ
- มีการสัมผัสทางทวารหนัก → อาจต้องพิจารณาตรวจทวารหนัก
- มีอาการบริเวณอวัยวะเพศ → อาจต้องเก็บตัวอย่างจากบริเวณดังกล่าว
- สงสัยซิฟิลิสหรือ HIV → อาจต้องตรวจเลือด
ดังนั้น เมื่อเข้ารับการตรวจ ไม่ควรบอกเพียงว่า ต้องการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ควรแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะการสัมผัสให้ผู้ให้บริการสุขภาพทราบ เพื่อช่วยประเมินว่าควรตรวจอะไรและจากตำแหน่งใดบ้าง
หากไม่มีอาการ แต่ผลตรวจเป็นบวก ต้องรักษาหรือไม่?
ต้องรับการประเมินและรักษาตามชนิดของโรค การไม่มีอาการไม่ได้หมายความว่าไม่จำเป็นต้องรักษา
กรมควบคุมโรคระบุว่าซิฟิลิส หนองใน และหนองในเทียมสามารถรักษาได้ และแนะนำว่าไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพราะยาอาจไม่ตรงกับเชื้อและอาจเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา
เมื่อได้รับการวินิจฉัย ควร
- รับการรักษาตามคำแนะนำ
- ใช้ยาให้ครบตามที่กำหนด
- ไม่หยุดยาเอง
- ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการงดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการรักษา
- แจ้งคู่นอนตามคำแนะนำ
- ตรวจติดตามหากจำเป็น
ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างไร?
- ใช้ถุงยางอนามัย กรมควบคุมโรคแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับทุกคนและทุกช่องทาง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยง
- ตรวจสุขภาพทางเพศตามความเสี่ยง ไม่ควรรอให้มีอาการก่อนเสมอไป เพราะโรคหลายชนิดอาจไม่มีอาการ การตรวจช่วยให้ทราบสถานะและสามารถเข้าสู่การรักษาได้เร็วขึ้นหากพบการติดเชื้อ
- พูดคุยกับคู่นอน การพูดคุยเรื่องการตรวจและการป้องกันช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศได้อย่างรอบคอบ
- รับวัคซีนที่เหมาะสม วัคซีนบางชนิดสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพทางเพศ เช่น HPV และไวรัสตับอักเสบบี ควรปรึกษาผู้ให้บริการสุขภาพเกี่ยวกับวัคซีนที่เหมาะสมตามอายุและสุขภาพ
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
- ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อไรจึงจะได้ผลแม่นยำ?
- วัยรุ่นยุคใหม่ ใส่ใจเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีอาการ มีจริงหรือไม่?
มีจริง และพบได้ในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด โดยเฉพาะหนองในเทียมที่ผู้หญิงจำนวนมากอาจไม่มีอาการ รวมถึงหนองในที่ติดเชื้อบริเวณคอหรือทวารหนักซึ่งอาจไม่แสดงอาการชัดเจน ซิฟิลิสก็สามารถเข้าสู่ช่วงที่ไม่มีอาการได้เช่นกัน ดังนั้น “ไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าไม่มีเชื้อ” หากมีความเสี่ยงจึงไม่ควรรอให้อาการปรากฏก่อนตรวจ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสม ควบคู่กับการป้องกันด้วยถุงยางอนามัย การตรวจสุขภาพทางเพศตามความเสี่ยง การรับวัคซีนที่เหมาะสม และการรักษาอย่างถูกต้องหากตรวจพบการติดเชื้อ
เอกสารอ้างอิง
- World Health Organization. Sexually transmitted infections (STIs). Information on sexually transmitted infections, asymptomatic infections, diagnosis, treatment and prevention. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.who.int/health-topics/sexually-transmitted-infections
- World Health Organization. Sexually transmitted infections (STIs) – Fact Sheet. Information on common STIs, symptoms, asymptomatic infections, diagnosis and prevention. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-%28stis%29
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Sexually Transmitted Infections. Information on STI symptoms, testing, prevention and treatment. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.cdc.gov/sti/
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs). ข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สาเหตุ อาการ และการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=30
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. ข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัย การเก็บสิ่งส่งตรวจ และการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.ddc.moph.go.th




