โรคซิฟิลิสกลับมาระบาดอีกครั้ง ทำไมโรคเก่าถึงกลายเป็นปัญหาใหม่?

//

lgbt thai

beefhunt

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โรคซิฟิลิส ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ควบคุมได้ กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวลทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ข้อมูลจากองค์กรด้านสาธารณสุข เช่น World Health Organization และ Centers for Disease Control and Prevention ชี้ให้เห็นว่าอัตราการติดเชื้อซิฟิลิสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงาน

คำถามสำคัญคือ ทำไมโรคเก่าถึงกลับมาเป็นปัญหาใหม่? บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกสาเหตุ แนวโน้ม อาการ การป้องกัน และแนวทางรับมือกับโรคซิฟิลิสในยุคปัจจุบัน

โรคซิฟิลิสกลับมาระบาดอีกครั้ง ทำไมโรคเก่าถึงกลายเป็นปัญหาใหม่?

Love2test

โรคซิฟิลิส คืออะไร?

โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากแบคทีเรีย Treponema pallidum ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน รวมถึงการสัมผัสแผลโดยตรง และยังสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกในครรภ์ได้

โรคนี้มีลักษณะสำคัญคือ อาการหลากหลาย และซ่อนเร้น ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ตัว และแพร่เชื้อต่อโดยไม่ตั้งใจ

“ChatLove2test"

ทำไมโรคซิฟิลิสถึงกลับมาระบาดอีกครั้ง?

  • การลดลงของความตระหนักด้านเพศสัมพันธ์ปลอดภัย ในยุคที่การรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลายคนเริ่มรู้สึกว่าโรคเหล่านี้ ไม่อันตรายเหมือนในอดีต ส่งผลให้การใช้ถุงยางอนามัยลดลง
  • พฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป แอปพลิเคชันหาคู่ และโซเชียลมีเดียทำให้การเข้าถึงคู่นอนใหม่ง่ายขึ้น ส่งผลให้มีคู่นอนหลายคนโดยไม่ได้ป้องกันเพียงพอ
  • การตรวจคัดกรองที่ไม่ทั่วถึง แม้ว่าการตรวจซิฟิลิสจะทำได้ง่าย แต่หลายคนยังไม่เข้ารับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีอาการ
  • อาการที่ไม่ชัดเจน ซิฟิลิสในระยะแรกมักไม่เจ็บ ไม่คัน ทำให้ถูกมองข้าม หรือเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงการระคายเคือง
  • การติดเชื้อร่วมกับ HIV มีความสัมพันธ์ระหว่างซิฟิลิส และ HIV ผู้ติดเชื้อ HIV มีโอกาสติดซิฟิลิสสูงขึ้น และในทางกลับกัน ซิฟิลิสก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการติด HIV

แนวโน้มสถานการณ์โรคซิฟิลิสในปัจจุบัน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกพบว่าอัตราการติดเชื้อซิฟิลิสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดอีกครั้ง แม้ในอดีตโรคนี้จะเคยลดลงจากการเข้าถึงยาปฏิชีวนะ และการรณรงค์ด้านเพศสัมพันธ์ปลอดภัย แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

ข้อมูลจาก World Health Organization และ Centers for Disease Control and Prevention ระบุว่า หลายประเทศมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงาน ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมทางเพศ และการลดลงของการป้องกันโรค

กลุ่มที่พบการติดเชื้อเพิ่มขึ้น

1. วัยรุ่น และคนอายุน้อย วัยรุ่นถือเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล สาเหตุสำคัญมาจากการเริ่มมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น ขาดความรู้เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และใช้ถุงยางอนามัยไม่สม่ำเสมอ

“PrEPLove2test"

นอกจากนี้ อิทธิพลของสื่อออนไลน์ และแอปพลิเคชันหาคู่ ยังทำให้การพบคู่นอนใหม่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในอดีต ส่งผลให้ความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อเพิ่มสูงขึ้น โดยหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่รักษาได้ง่าย จึงลดความระมัดระวังลง

อีกปัจจัยหนึ่งคือ ซิฟิลิสระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน ผู้ติดเชื้อจำนวนมากจึงไม่รู้ตัวว่ากำลังแพร่เชื้อให้ผู้อื่น

2. ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย หรือ MSM (Men who have Sex with Men) เป็นอีกกลุ่มที่พบอัตราการติดเชื้อซิฟิลิสสูงขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก

ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • การมีคู่นอนหลายคน
  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
  • การติดเชื้อร่วมกับ HIV
  • การเข้าถึงคู่นอนผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์

ผู้ที่ติดเชื้อ HIV จะมีความเสี่ยงต่อการติดซิฟิลิสเพิ่มขึ้น และในทางกลับกัน ซิฟิลิสก็ทำให้โอกาสติด HIV สูงขึ้นเช่นกัน เพราะแผลจากซิฟิลิสเปิดช่องให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเริ่มเน้นการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอในกลุ่ม MSM เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด

3. ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน การมีคู่นอนหลายคนเพิ่มโอกาสสัมผัสเชื้อโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อไม่มีการใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอ

ในปัจจุบัน การเปลี่ยนคู่นอนเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นจากการสื่อสารออนไลน์ และวัฒนธรรมการนัดพบแบบรวดเร็ว ส่งผลให้การแพร่กระจายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นในวงกว้าง และรวดเร็วกว่าเดิม

ที่สำคัญ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการ ทำให้ยังคงมีเพศสัมพันธ์ต่อไปโดยไม่รู้ว่าตนเองเป็นพาหะ

สถานการณ์โรคซิฟิลิสในประเทศไทย

ในประเทศไทย กรมควบคุมโรค รายงานว่าอัตราการติดเชื้อซิฟิลิสมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมือง และจังหวัดที่มีประชากรหนาแน่น

กลุ่มอายุที่พบมากมักอยู่ในวัยรุ่น และวัยทำงาน ซึ่งเป็นช่วงอายุที่มีพฤติกรรมทางเพศสูง และเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้ง่าย

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ การกลับมาของซิฟิลิสแต่กำเนิด หรือการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ซึ่งสะท้อนว่าการตรวจคัดกรองในหญิงตั้งครรภ์อาจยังไม่ครอบคลุมเพียงพอในบางพื้นที่

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขมองว่า หากไม่มีการรณรงค์เรื่องการป้องกัน และการตรวจคัดกรองอย่างจริงจัง จำนวนผู้ติดเชื้ออาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต

อาการของโรคซิฟิลิส (แบ่งตามระยะ)

ระยะที่ 1: แผลริมแข็ง

  • แผลเดี่ยวหรือหลายแผลบริเวณอวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก
  • ไม่เจ็บ ทำให้หลายคนไม่สนใจ
  • หายเองได้ แต่เชื้อยังอยู่ในร่างกาย

ระยะที่ 2: ผื่น และอาการทั่วร่างกาย

  • ผื่นขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือทั่วตัว
  • มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ผมร่วงเป็นหย่อม

ระยะแฝง

  • ไม่มีอาการ
  • แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้ในบางช่วง

ระยะที่ 3: ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

  • ส่งผลต่อหัวใจ สมอง และระบบประสาท
  • อาจทำให้พิการหรือเสียชีวิตได้

ทำไมการตรวจคัดกรองโรคซิฟิลิสจึงสำคัญ?

การตรวจคัดกรองซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์เป็นวิธีสำคัญที่สุดในการป้องกันซิฟิลิสแต่กำเนิด เพราะหากตรวจพบเร็ว สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ และลดความเสี่ยงต่อทารกได้อย่างมาก

แนวทางสาธารณสุขส่วนใหญ่แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ตรวจซิฟิลิสอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงฝากครรภ์แรก และในบางกรณีอาจตรวจซ้ำช่วงใกล้คลอด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูง

การวินิจฉัยโรคซิฟิลิส

การวินิจฉัยโรคซิฟิลิส

การวินิจฉัยโรคซิฟิลิสมีความสำคัญอย่างมาก เพราะโรคนี้ในหลายระยะอาจไม่มีอาการชัดเจน ผู้ติดเชื้อจำนวนมากจึงไม่รู้ตัวว่ากำลังแพร่เชื้อให้ผู้อื่น การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้รักษาได้ง่าย ลดภาวะแทรกซ้อน และป้องกันการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แพทย์มักวินิจฉัยโรคซิฟิลิสจากการซักประวัติ พฤติกรรมเสี่ยง การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมกัน

1. การตรวจเลือด การตรวจเลือดเป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดในการวินิจฉัยโรคซิฟิลิส เพราะสามารถตรวจหาแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเชื้อ Treponema pallidum

การตรวจเลือดมักแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • การตรวจคัดกรองเบื้องต้น ใช้ตรวจหาความผิดปกติที่อาจบ่งชี้การติดเชื้อ เช่น
    • VDRL (Venereal Disease Research Laboratory)
    • RPR (Rapid Plasma Reagin)
    • ข้อดีคือ ตรวจง่าย รวดเร็ว และใช้ติดตามผลการรักษาได้
  • การตรวจยืนยันผล หากผลตรวจเบื้องต้นเป็นบวก แพทย์อาจตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน เช่น
    • TPHA
    • FTA-ABS
    • TPPA
    • การตรวจยืนยันช่วยลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม ในระยะเริ่มต้นมาก ๆ หลังรับเชื้อใหม่ การตรวจเลือดอาจยังไม่พบเชื้อ จึงอาจจำเป็นต้องตรวจซ้ำตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ

2. การตรวจแผล หรือสารคัดหลั่ง ในกรณีที่ผู้ป่วยมีแผลบริเวณอวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก แพทย์อาจเก็บตัวอย่างจากแผลไปตรวจหาเชื้อโดยตรง วิธีนี้ช่วยให้สามารถวินิจฉัยได้เร็ว โดยเฉพาะในระยะที่มีแผลริมแข็ง ซึ่งเป็นช่วงแรกของโรค แผลซิฟิลิสมักมีลักษณะสำคัญคือ

  • เป็นแผลขอบแข็ง
  • ไม่เจ็บ
  • อาจมีเพียงแผลเดียว
  • หายเองได้แม้ไม่ได้รักษา

แม้แผลจะหายไป แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย และเข้าสู่ระยะต่อไปได้

3. การตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากซิฟิลิสสามารถไม่มีอาการได้เป็นเวลานาน การตรวจคัดกรองจึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น

  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
  • ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM)
  • ผู้ติดเชื้อ HIV
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้ที่เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน

หลายองค์กรด้านสาธารณสุขแนะนำให้กลุ่มเสี่ยงตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ แม้ไม่มีอาการก็ตาม เพราะการตรวจพบเร็วช่วยลดการแพร่เชื้อ และลดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

การรักษาโรคซิฟิลิส

ซิฟิลิสเป็นโรคที่รักษาหายขาดได้ หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และรวดเร็ว โดยยาหลักที่ใช้รักษาคือยาปฏิชีวนะ

1. การใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น Penicillin ยาหลักที่ใช้รักษาโรคซิฟิลิสคือ Penicillin ซึ่งถือเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดเชื้อ Treponema pallidum รูปแบบการรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะของโรค เช่น

  • ระยะแรกอาจใช้เพียง 1 เข็ม
  • ระยะที่เป็นมานานอาจต้องฉีดหลายครั้ง
  • หากมีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท อาจต้องรักษาในโรงพยาบาล

ในกรณีที่ผู้ป่วยแพ้ Penicillin แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาชนิดอื่นแทน แต่ในหญิงตั้งครรภ์ Penicillin ยังเป็นยาที่แนะนำมากที่สุด

2. หากรักษาเร็ว สามารถหายขาดได้ โรคซิฟิลิสในระยะแรกมีโอกาสรักษาหายสูงมาก หากได้รับยาอย่างครบถ้วนตามคำแนะนำของแพทย์ อย่างไรก็ตาม แม้เชื้อจะถูกกำจัดแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอวัยวะบางส่วน เช่น สมองหรือหัวใจ อาจไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ในกรณีที่รักษาช้า

นอกจากนี้ หลังรักษา ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องตรวจติดตามผลเลือดตามระยะเวลา เพื่อประเมินว่าการรักษาได้ผลสมบูรณ์หรือไม่ สิ่งสำคัญคือ การรักษาหายแล้วไม่ได้หมายความว่าจะไม่ติดเชื้ออีก ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงยังสามารถกลับมาติดซ้ำได้

3. ต้องรักษาคู่นอนพร้อมกัน หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ซิฟิลิสกลับมาระบาด คือการรักษาเฉพาะผู้ป่วย แต่ไม่ได้รักษาคู่นอน หากคู่นอนยังมีเชื้อ แม้ผู้ป่วยจะรักษาหายแล้ว ก็สามารถติดเชื้อกลับมาใหม่ได้อีก ด้วยเหตุนี้ แพทย์จึงมักแนะนำให้

  • แจ้งคู่นอนให้เข้ารับการตรวจ
  • รักษาพร้อมกัน
  • งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาครบ

แนวทางนี้ช่วยลดการแพร่กระจายของโรคในวงกว้าง และลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำในอนาคต

4. การดูแลตัวเองระหว่างรักษา ระหว่างรักษาโรคซิฟิลิส ผู้ป่วยควรดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม เช่น

  • รับยาหรือฉีดยาตามแพทย์สั่งให้ครบ
  • งดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแพทย์จะประเมินว่าปลอดภัย
  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งหลังรักษา
  • ตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย เช่น HIV
  • เข้าตรวจติดตามตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

การรักษาที่รวดเร็วและครบถ้วน ไม่เพียงช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน แต่ยังช่วยลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การป้องกันโรคซิฟิลิส

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ลดความเสี่ยงได้อย่างมาก แม้ไม่ 100%
  • ตรวจสุขภาพทางเพศสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • จำกัดจำนวนคู่นอน ช่วยลดโอกาสสัมผัสเชื้อ
  • .สื่อสารกับคู่นอน พูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศก่อนมีความสัมพันธ์
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์เมื่อมีแผล เพราะเป็นช่วงที่แพร่เชื้อได้ง่าย

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

โรคซิฟิลิสไม่ใช่แค่โรคในอดีต แต่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่กำลังกลับมาอีกครั้ง สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป ความตระหนักที่ลดลง และการตรวจคัดกรองที่ไม่ทั่วถึง

การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การรู้เท่าทัน ตรวจสม่ำเสมอ และป้องกันทุกครั้ง เพราะสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Syphilis – CDC Fact Sheet. Comprehensive information on symptoms, transmission, and prevention. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/std/syphilis
  • World Health Organization (WHO). Global progress report on HIV, viral hepatitis and sexually transmitted infections. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int
  • UNAIDS. Sexually transmitted infections and global trends. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. สถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข. รายงานสถานการณ์โรคซิฟิลิสในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://boe.moph.go.th

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า