ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อไรจึงจะได้ผลแม่นยำ?

//

lgbt thai

beefhunt

หลายคนที่มีความเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ถุงยางอนามัยแตก หรือหลุด มีคู่นอนใหม่ หรือสัมผัสเลือด และสารคัดหลั่ง มักเกิดคำถามว่า ควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อไร? หรือ ตรวจวันนี้เลยได้ไหม?

ความจริงคือ การตรวจเร็วเกินไปอาจให้ผลลบปลอม (False Negative) เพราะเชื้อหรือภูมิคุ้มกันยังมีปริมาณไม่มากพอที่จะตรวจพบได้ จึงมีคำสำคัญที่ทุกคนควรรู้คือ Window Period หรือ ช่วงเวลาที่ร่างกายต้องใช้ก่อนการตรวจจะสามารถตรวจพบการติดเชื้อได้

ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อไรจึงจะได้ผลแม่นยำ?

Love2test

Window Period คืออะไร?

Window Period คือ ช่วงเวลาหลังได้รับเชื้อจนถึงช่วงที่การตรวจสามารถตรวจพบเชื้อหรือสารที่เกี่ยวข้องกับเชื้อได้ ในช่วงนี้ แม้ว่าจะติดเชื้อแล้ว ผลตรวจอาจยังออกมาเป็น ไม่พบเชื้อ ได้ จึงทำให้เกิดผลลบปลอม

Window Period แตกต่างกันตาม

“ChatLove2test"
  • ชนิดของโรค
  • วิธีการตรวจ
  • ภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคล
  • ปริมาณเชื้อที่ได้รับ

ดังนั้น การเลือกเวลาตรวจให้เหมาะสมจึงมีความสำคัญมาก

ทำไมการตรวจเร็วเกินไปจึงไม่แม่นยำ?

เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะต้องใช้เวลาในการเพิ่มจำนวน หรือกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน

ตัวอย่างเช่น

“PrEPLove2test"
  • เชื้อ HIV ต้องใช้เวลาสร้างแอนติเจนหรือแอนติบอดี
  • ซิฟิลิสต้องใช้เวลาสร้างภูมิคุ้มกัน
  • ไวรัสตับอักเสบบีต้องใช้เวลาจนตรวจพบ HBsAg

หากตรวจเร็วเกินไป ผลตรวจอาจยังไม่สามารถตรวจพบเชื้อได้

ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แต่ละชนิด

1. HIV เป็นโรคที่หลายคนกังวลมากที่สุด ปัจจุบันนิยมตรวจด้วย

  • HIV Ag/Ab รุ่นที่ 4 (Fourth Generation Test)
  • NAT (Nucleic Acid Test)
  • HIV RNA

ระยะเวลาที่ตรวจพบได้

  • NAT / HIV RNA ประมาณ 10–33 วันหลังรับเชื้อ
  • HIV Ag/Ab รุ่นที่ 4 ตรวจพบได้ประมาณ 18–45 วัน
  • Rapid Test รุ่นเก่า ประมาณ 23–90 วัน

หากผลเป็นลบแต่ยังอยู่ใน Window Period แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำที่ 45 วัน หรือ 3 เดือนตามความเหมาะสม

2. ซิฟิลิส (Syphilis) ตรวจได้หลายวิธี

  • RPR
  • VDRL
  • TPHA
  • TPPA
  • EIA

ส่วนใหญ่ตรวจพบได้หลังรับเชื้อประมาณ 3–6 สัปดาห์ ในบางรายอาจใช้เวลาถึง 90 วัน หากมีแผลที่อวัยวะเพศ ควรพบแพทย์ทันที แม้ผลเลือดยังไม่ขึ้น

3. หนองในแท้ (Gonorrhea) เชื้อหนองในแท้เพิ่มจำนวนค่อนข้างเร็ว สามารถตรวจด้วย

  • NAAT
  • PCR
  • เพาะเชื้อ

โดยทั่วไปตรวจได้หลังมีความเสี่ยงประมาณ 5–7 วัน หากมีอาการ เช่น

  • ปัสสาวะแสบ
  • มีหนอง
  • เจ็บท่อปัสสาวะ

ควรเข้ารับการตรวจทันที

4. หนองในเทียม (Chlamydia) ใช้การตรวจแบบ NAAT เป็นมาตรฐาน ตรวจได้ประมาณ 5–14 วัน หลังมีความเสี่ยง

5. ไวรัสตับอักเสบบี การตรวจประกอบด้วย

  • HBsAg
  • Anti-HBs
  • Anti-HBc
  • HBsAg มักตรวจพบได้ประมาณ 4–10 สัปดาห์ หลังรับเชื้อ

6. ไวรัสตับอักเสบซี ตรวจได้ด้วย

  • Anti-HCV
  • HCV RNA
  • RNA ตรวจพบได้ประมาณ 1–2 สัปดาห์ ส่วน Anti-HCV ประมาณ 8–11 สัปดาห์

7. เริม (Herpes) การตรวจขึ้นกับว่ามีตุ่มหรือไม่ หากมีตุ่มน้ำ ควรตรวจ PCR จากแผลทันที หากตรวจเลือดหาแอนติบอดี อาจต้องรอ 6–16 สัปดาห์

8. HPV ยังไม่มีการตรวจคัดกรอง HPV ในผู้ชายที่แนะนำให้ใช้ทั่วไป

ในผู้หญิง

  • HPV DNA Test
  • Pap Smear

ใช้ตามแนวทางการคัดกรอง ไม่ใช่เพื่อตรวจทันทีหลังมีความเสี่ยง

ตารางการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ตารางระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคระยะเวลาที่เริ่มตรวจได้
HIV RNA10–33 วัน
HIV Ag/Ab รุ่นที่ 418–45 วัน
ซิฟิลิส3–6 สัปดาห์
หนองในแท้5–7 วัน
หนองในเทียม5–14 วัน
ไวรัสตับอักเสบบี4–10 สัปดาห์
ไวรัสตับอักเสบซี RNA1–2 สัปดาห์
เริม PCRเมื่อมีตุ่มทันที
HPVตรวจตามเกณฑ์คัดกรอง

หากมีอาการ ควรรอ Window Period หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่ควรรอ

หากมีอาการ เช่น

  • มีแผลที่อวัยวะเพศ
  • มีหนอง
  • ปวดอัณฑะ
  • ปัสสาวะแสบ
  • ตกขาวผิดปกติ
  • ผื่นทั่วตัว
  • ไข้ร่วมกับประวัติเสี่ยง

ควรพบแพทย์ทันที เพราะแพทย์สามารถเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสมหรือเริ่มการรักษาได้ก่อนผลตรวจเลือดบางชนิดจะเป็นบวก

หากไม่มีอาการ แต่มีความเสี่ยง ควรทำอย่างไร?

หากเพิ่งมีความเสี่ยง

ควรประเมินว่าเข้าเกณฑ์ใช้

  • ยา PEP (ภายใน 72 ชั่วโมง)
  • วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
  • การตรวจพื้นฐาน

จากนั้นนัดตรวจซ้ำตามช่วงเวลาที่เหมาะสม

จำเป็นต้องตรวจหลายโรคพร้อมกันหรือไม่?

ในหลายกรณี คำตอบคือ ควร

เนื่องจากผู้ที่ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง มีโอกาสติดโรคอื่นร่วมด้วย

แพทย์จึงมักแนะนำตรวจร่วม ได้แก่

  • HIV
  • ซิฟิลิส
  • หนองในแท้
  • หนองในเทียม
  • ไวรัสตับอักเสบบี
  • ไวรัสตับอักเสบซี (ในผู้ที่มีความเสี่ยง)

การตรวจพร้อมกันช่วยลดการพลาดการวินิจฉัย และทำให้ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว

ควรตรวจซ้ำเมื่อไร?

ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำ เช่น

  • ผลตรวจครั้งแรกอยู่ในช่วง Window Period
  • ยังคงมีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
  • มีคู่นอนหลายคน
  • ใช้ยา PEP
  • มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

การตรวจซ้ำช่วยยืนยันผลและเพิ่มความมั่นใจว่าผลตรวจมีความแม่นยำ

วิธีลดความเสี่ยงระหว่างรอผลตรวจ

ระหว่างรอผลตรวจ ควรปฏิบัติดังนี้

  • งดมีเพศสัมพันธ์ หรือใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น
  • งดบริจาคเลือด
  • แจ้งคู่นอนหากมีความเสี่ยงสูง
  • หากมีอาการผิดปกติ ควรพบแพทย์ทันที
คำถามที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับ ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อไรจึงจะได้ผลแม่นยำ?

คำถามที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับ ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อไรจึงจะได้ผลแม่นยำ?

1. ตรวจหลังมีเพศสัมพันธ์ 2 วัน ได้หรือไม่?

ตรวจได้ในบางโรคหากมีอาการ แต่โดยทั่วไปยังเร็วเกินไปสำหรับการตรวจหลายชนิด โดยเฉพาะ HIV และซิฟิลิส เนื่องจากยังอยู่ในช่วง Window Period ทำให้ผลตรวจอาจเป็นลบปลอมได้ หากไม่มีอาการควรรอให้ถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมของการตรวจแต่ละโรค

2. ตรวจ HIV หลัง 14 วัน เชื่อถือได้หรือไม่?

หากเป็นการตรวจ HIV RNA (NAT) อาจตรวจพบเชื้อได้ในบางรายหลังได้รับเชื้อประมาณ 10–33 วัน แต่หากเป็นการตรวจ HIV Ag/Ab รุ่นที่ 4 ความแม่นยำจะสูงขึ้นเมื่อผ่านไปประมาณ 18–45 วัน และอาจต้องตรวจซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อยืนยันผล

3. ไม่มีอาการ จำเป็นต้องตรวจหรือไม่?

จำเป็น เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด เช่น HIV หนองในเทียม ซิฟิลิส หรือไวรัสตับอักเสบบี อาจไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่ยังสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหากไม่ได้รับการรักษา

4. ใช้ถุงยางอนามัยแล้วยังต้องตรวจหรือไม่?

หากใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ความเสี่ยงจะลดลงอย่างมาก แต่หากเกิดเหตุการณ์ถุงยางแตก หลุด ใช้ไม่ถูกวิธี หรือมีการสัมผัสบริเวณที่ถุงยางป้องกันไม่ครอบคลุม เช่น โรคเริม หรือ HPV ก็อาจยังมีความเสี่ยง และควรเข้ารับการประเมินตามความเหมาะสม

5. ควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกโรคพร้อมกันหรือไม่?

ในผู้ที่มีความเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์ แพทย์มักแนะนำให้ตรวจหลายโรคพร้อมกัน เช่น HIV ซิฟิลิส หนองในแท้ หนองในเทียม และไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ตามประวัติความเสี่ยง เพื่อเพิ่มโอกาสในการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างรวดเร็ว

6. หากผลตรวจครั้งแรกเป็นลบ ยังจำเป็นต้องตรวจซ้ำหรือไม่?

หากผลตรวจอยู่ในช่วง Window Period หรือยังไม่ครบระยะเวลาที่แนะนำ อาจจำเป็นต้องตรวจซ้ำเพื่อยืนยันผล โดยเฉพาะการตรวจ HIV และซิฟิลิส นอกจากนี้ ผู้ที่ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างต่อเนื่องก็ควรเข้ารับการตรวจเป็นระยะตามคำแนะนำของแพทย์

7. หากมีแผลหรือมีหนอง ควรรอให้ครบ Window Period ก่อนหรือไม่?

ไม่ควรรอ หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีแผลที่อวัยวะเพศ มีหนอง ปัสสาวะแสบ ตกขาวผิดปกติ หรือมีผื่นร่วมกับประวัติเสี่ยง ควรพบแพทย์ทันที เพราะสามารถตรวจหาเชื้อจากแผลหรือสารคัดหลั่งได้โดยไม่จำเป็นต้องรอผลตรวจเลือด

8. หลังได้รับยา PEP ควรตรวจ HIV เมื่อไร?

ผู้ที่ได้รับยา PEP (Post-Exposure Prophylaxis) ควรเข้ารับการตรวจ HIV ตามกำหนดที่แพทย์นัด โดยทั่วไปจะมีการตรวจเมื่อเริ่มรับยา หลังครบการรักษา และตรวจติดตามซ้ำตามแนวทางเวชปฏิบัติ เพื่อยืนยันว่าไม่มีการติดเชื้อเอชไอวี

9. ควรงดอาหารหรืองดน้ำก่อนตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่?

โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องงดอาหารหรืองดน้ำ ก่อนตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากการตรวจส่วนใหญ่เป็นการเจาะเลือด เก็บปัสสาวะ หรือเก็บสารคัดหลั่ง อย่างไรก็ตาม หากมีการตรวจสุขภาพรายการอื่นร่วมด้วย ควรสอบถามสถานพยาบาลก่อนเข้ารับการตรวจ

10. ผู้ที่มีคู่นอนคนเดียวจำเป็นต้องตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่?

แม้จะมีคู่นอนเพียงคนเดียว ก็อาจมีความเสี่ยงได้ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเคยมีความเสี่ยงมาก่อน หรือไม่เคยได้รับการตรวจคัดกรองมาก่อน การตรวจสุขภาพทางเพศร่วมกันก่อนเริ่มใช้ชีวิตคู่ หรือการตรวจเมื่อมีเหตุการณ์เสี่ยง ถือเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างความมั่นใจและลดโอกาสการแพร่เชื้อได้

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ให้ได้ผลแม่นยำ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตรวจให้เร็วที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับ การตรวจในช่วงเวลาที่เหมาะสม (Window Period) ของโรคแต่ละชนิด การเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสม และการประเมินความเสี่ยงร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยและทำให้สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที

หากคุณมีความเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ควรรอจนเกิดอาการ เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดไม่มีอาการในระยะแรก การเข้ารับคำปรึกษาและตรวจในเวลาที่เหมาะสมจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพของตนเองและป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Getting Tested for STIs. ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/sti/testing/
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HIV Testing. ข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของการตรวจเอชไอวี ระยะ Window Period และการแปลผล. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/testing/
  • World Health Organization (WHO). Sexually Transmitted Infections (STIs). ข้อมูลเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การป้องกัน การวินิจฉัย และการรักษา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-(stis)
  • กระทรวงสาธารณสุข. กรมควบคุมโรค. ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การป้องกัน การตรวจ และการรักษา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. แนวทางการป้องกัน การตรวจ และการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://hivhub.ddc.moph.go.th

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า