แนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี

//

lgbtthai

การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ถิอเป็นหนึ่งในโรคร้ายแรงที่มนุษย์ต้องเผชิญหน้าในปัจจุบัน แต่ด้วยการพัฒนาทางด้านการแพทย์ และการวิจัยที่ก้าวหน้า ทำให้มีความหวัง และแนวทางในการรักษาโรคนี้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อการส่งเสริมสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ด้วยวิธีการรักษาที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี จะเริ่มต้นด้วยการเข้ารับการตรวจเอชไอวีอย่างถูกต้องอย่างรวดเร็ว เพื่อทำการคัดกรอง และการตรวจวินิจฉัยอย่างระมัดระวัง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ติดเชื้อได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น และลดความเสี่ยงในการพัฒนาเป็นโรคเอดส์ หรือติดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ

แนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี

การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี 

หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวี คุณจะต้องตรวจเลือดเป็นประจำเพื่อติดตามความคืบหน้าของการรักษาเอชไอวี ตั้งแต่ก่อนเริ่มการรักษาเอชไอวี เพราะการตรวจเลือดมีความสำคัญ 2 ประการ ดังนี้

  • การทดสอบปริมาณไวรัสเอชไอวี (Viral Load) เพราะการตรวจเลือดเพื่อติดตามปริมาณไวรัสเอชไอวี ในเลือดของคุณว่ามีจำนวนมากขึ้น หรือลดลง
  • จำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 เพื่อวัดว่าเชื้อเอชไอวี ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของคุณอย่างไร?

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นตัวบ่งบอกว่ายาต้านไวรัสเอชไอวี ที่ทำการรักษาเอชไอวี ในผู้ติดป่วยติดเชื้อเอชไอวี ได้ผลเป็นอย่างไร เพื่อประโยชน์ต่อการรักษาเอชไอวีในแต่ละคน ฉะนั้นการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี ด้วยยาต้านไวรัสเพื่อการรักษา (Antiretroviral Drug; ARV) หลังจากติดเชื้อเอชไอวีแล้ว เป็นการกินยาเพื่อควบคุมปริมาณเชื้อเอชไอวี และลดการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีไปยังผู้อื่น

การรักษาเอชไอวีด้วยยาต้านรีโทรไวรัส (Antiretrovirals: ARVs)

ยากลุ่มนี้จะช่วยยับยั้งไม่ให้เซลล์ของไวรัสแบ่งตัวขยายตัวแล้วแพร่กระจายลุกลามไปสร้างความเสียหายแก่เซลล์เนื้อเยื่ออวัยวะบริเวณอื่น ๆ ต่อไปได้

กลุ่มยาของยาต้านรีโทรไวรัส เช่น

  • Non–nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NNRTIs): ได้แก่ ยาเอฟฟาไวเรนซ์ (Efavirenz) และเนวิราปีน (Nevirapine)
  • Nucleoside หรือ Nucleotide Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs) เช่น ยาอาบาคาเวียร์ (Abacavir) ยาที่ใช้ร่วมกันอย่างทีโนโฟเวียร์ (Tenofovir) กับเอ็มตริไซตาบีน (Emtricitabine) และลามิวูดีน (Lamivudine) กับซิโดวูดีน (Zidovudine)
  • Protease Inhibitors (PIs) ยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอส เช่นยาอะทาซานาเวียร์ (Atazanavir) และอินดินาเวียร์ (Indinavir)

และยากลุ่มใหม่อื่น ๆ ที่อาจถูกนำมาใช้ เช่น

  • Entry หรือ Fusion Inhibitors เช่น เอนฟูเวอไทด์ (Enfuvirtide) และมาราไวรอค (Maraviroc) โดยยายับยั้งไวรัสจับตัวหรือเข้าสู่เซลล์เป้าหมาย อย่างเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4
  • Integrase Inhibitors ยายับยั้งกระบวนการทำงานของเอนไซม์อินทีเกรส เช่น ราลทีกราเวียร์ (Raltegravir) เอลวิทีกราเวียร์ (Elvitegravir) และโดลูทีกราเวียร์ (Dolutegravir)

ส่วนใหญ่แพทย์จะรักษาด้วยการจ่ายยาต้านร่วมกันหลายตัว (Antiretroviral Therapy: ART) เป็นการให้ยาต้านรีโทรไวรัสตั้งแต่ 3 ตัวยา จากยาข้างต้น 2 กลุ่มขึ้นไป เพราะไวรัสเอชไอวีสามารถแบ่งตัวแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และเชื้อจะดื้อยาได้ง่าย หากได้รับยาเพียงแค่ตัวเดียว หรือแพทย์อาจจ่ายยาสูตรผสม (Fixed Dose Combination) ซึ่งเป็นการรวมยาต้านเอชไอวีหลายชนิดไว้ในยาเม็ดเดียว

ยารักษาเอชไอวีทำงานอย่างไร

ยารักษาเอชไอวีทำงานอย่างไร?

ยารักษาเอชไอวีช่วยลดปริมาณไวรัสเอชไอวีในร่างกาย ดังนี้

  • ลดปริมาณไวรัสเอชไอวีให้อยู่ในระดับที่ตรวจปริมาณไวรัสที่ตรวจไม่พบ หรือให้ระดับปริมาณไวรัสอยู่ในเลือดต่ำเกินไปที่จะตรวจพบ
  • ให้โอกาสระบบภูมิคุ้มกันของคุณฟื้นตัว แม้ว่าร่างกายของคุณยังมีเชื้อเอชไอวีอยู่ แต่ระบบภูมิคุ้มกันของคุณจะแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับการติดเชื้อโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ และมะเร็งบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวี
  • ลดความเสี่ยงที่คุณจะแพร่เชื้อเอชไอวีไปยังผู้อื่น

การเลือกใช้ยารักษาเอชไอวี

การจะเลือกใช้ยารักษาเอชไอวีขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้

  • ปริมาณเซลล์ CD4 และ ปริมาณไวรัสเอชไอวี( viral load )
  • ประวัติการรักษาโรคของผู้ติดเชื้อเอชไอวี
  • ปริมาณยาที่จะใช้ และราคาของยารักษา
  • ผลข้างเคียงของยาต้านไวรัส
  • การออกฤทธิ์ต้านกันของยาที่ใช้ร่วมกันในการรักษา

เป้าหมายในการรักษา

เชื้อเอชไอวี เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ ฉะนั้นการยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี จะทำให้เชื้อหยุด หรือชะลอการพัฒนาเป็นโรคเอดส์ โดยมีเป้าหมายในการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี ดังนี้

  • หยุดการแบ่งตัวของไวรัสเอชไอวี และลดจำนวนให้เหลือน้อยที่สุด (น้อยกว่า 50) และนานที่สุด
  • เพื่อยืดอายุ และทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นในระยะยาวสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี
  • สามารถใช้ยารักษาเอชไอวี ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และให้นานที่สุด
  • ลดผลข้างเคียงของยาแต่ละชนิด ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี

หลังการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี แพทย์อาจจะนัดตรวจทุก 3-6 เดือน เพื่อประเมินสิ่งต่อไปนี้

  • ดูประสิทธิผลของยา หากได้ผลดี CD4 จะเพิ่มจำนวน และ Viral load จะลดจำนวน หรือควรจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
  • ดูผลข้างเคียงของยาแต่ละชนิด และปัญหาที่เกิดในผู้ติดเชื้อ
  • ดูการดำเนินของโรคว่าจะพัฒนากลายไปเป็นโรคเอดส์ หรือไม่
  • ดูว่ามีโอกาศติดเชื้อโรคฉวยโอกาส หรือไม่
  • ดูแลสุขภาพทั่วไปของผู้ติดเชื้อ

การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบันไม่เพียงแต่เน้นการรักษาเอชไอวีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเน้นไปที่การดูแลสุขภาพ และการสนับสนุนที่ครอบคลุม เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ให้ได้ใช้ชีวิตอย่างเช่นเดียวกับคนปกติทั่วไป

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

Leave a Comment

Contact

Connect

Subscribe

Join our email list to receive the latest updates.

Add your form here