Life Itself การเล่าเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือโดย 'ชีวิต' ที่เริ่มต้นอย่างน่าหดหู่แต่รูดม่านได้สวยงาม
เนื้อหาด้านสุขภาพและชุมชนอ้างอิงแหล่งที่ตรวจสอบได้ — ไม่ทดแทนคำแนะนำแพทย์เฉพาะบุคคล E-E-A-T
บทสุดท้าย กลายเป็นการเปิดตัวคนเล่าเรื่องที่ถูกต้องและสมควรกับเรื่องราวที่ผ่านมา เมื่อเนื้อหาทุกอย่างไหลลงมารวมกันที่การเผยตัวตนของตัวละครที่เราได้ยินแต่เสียงมายาวนาน
แต่ไม่ว่าจะเป็นบทไหน เรื่องของใคร แม้โทนหนังจะทำให้รู้สึกว่าท้ายที่สุดตัวละครก็น่าจะหาทางออกได้ หากแต่ละคนก็มีความพลิกผันหักเหในตัว จากเรื่องของหนุ่มอกหักกลับเป็นสถานการณ์ที่ย่ำแย่กว่านั้น สาวรุ่นที่ดูใจแตกและเปราะบางกลับแข็งแกร่งมากกว่าที่เห็น ผู้ชายที่เหมือนคนดีกลายเป็นคนร้ายในฐานะมือที่สาม คนที่แย่งบางอย่างจากอีกคนคือสุภาพบุรุษที่ยึดมั่นในคำสัญญา
หนังเกาะประเด็นของ ‘ชีวิตโดยตัวเองเป็นคนเล่าเรื่องที่แย่ที่สุด’ ได้อย่างมั่นคง แม้บางปมบางประเด็นดูจะไม่กระจ่างชัด หรือการพาตัวเองหลุดพ้นจากชีวิตอันเลวร้ายของตัวละครได้อย่างมหัศจรรย์ ทั้งๆ ที่เจอกับเหตุการณ์ที่สาหัสเหลือเกินในชีวิต รวมถึงความบังเอิญที่เกินจะเชื่อ หากทุุกอย่างถูกเล่าผ่านการแสดงที่ดี โดยมีเซอร์จิโอ เพริส - เมนเชตา, ลาเอีย คอสตา และแอนโตนิโอ แบนเดราส สามตัวละครหลักของบทที่สาม เป็นท็อปปิงที่อยู่ด้านบนสุด
แล้วก็มีอัลบั้ม Time Out of Mind ของบ็อบ ดีแลนเป็นตัวตอกย้ำกับการเป็นอัลบั้มโปรดของวิลล์กับแอ็บบี้ กับการเป็นงานที่เต็มไปด้วยความหดหู่ หม่นหมอง แต่กลับมีเพลงที่คาดไม่ถึงอย่าง “Make You Feel My Love” เพลงรักที่สดใส เปี่ยมไปด้วยความหวัง แทรกเป็นแกะขาว ผิดไปจากที่คาดหลังได้สัมผัสกับเพลงอื่นๆ เช่นเดียวกับเรื่องราวของชีวิตโดยตัวมันเอง ที่ในความหม่นมืดก็ยังมีความสว่าง ขอแค่เรายืนหยัดผ่านความหดหู่ สู้กับความทุกข์ได้มากพอ เราจะพบกับ ‘ความรัก’ ที่นำพาชีวิตไปสู่จุดเปลี่ยน เพี้ยนไปจากที่มันเดินทางมาตั้งแต่เริ่มต้น
ทำให้ไม่แปลกใจเลยกับการตัดสินใจของวิลล์ ชายหนุ่มผู้เด็ดเดี่ยวในความรัก เมื่อเขาให้มันไปจนหมด และไม่สามารถหาสิ่งนั้นจากคนที่รับไปจากเขาได้อีกต่อไปแล้ว
นี่ไม่ใช่แค่ฟีลกู๊ด หลายๆ อย่างของหนังดูจงใจ ประดิษฐ์ แต่ด้วยการแสดงที่ดูเป็นธรรมชาติ ทำให้หนังที่ควรฟูมฟายจนขึ้นฟอง ไม่ย้วยจนน่าเบื่อ และสามารถสะกิดผู้ชมได้สำเร็จ จนทำให้เดินออกจากโรงด้วยความรู้สึกดีๆ พร้อมกับอารมณ์แบบ ‘รู้สึกผิดที่เพริด’ (Guilty Pleasure) ไปกับหนัง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างไปจากประเด็นที่มันพยายามบอก
ชีวิตเล่าเรื่องได้ไม่น่าเชื่อถือขนาดไหน ตัวหนังทำได้แย่กว่านั้น ทั้งไม่สมเหตุสมผล เริ่มต้น - เดินหน้าอย่างหดหู่ แต่ท้ายที่สุดก็รูดม่านได้อย่างสวยงาม ผิดไปจากที่ควรจะเป็น หรือคาดเอาไว้
นี่ล่ะชีวิต..
*หมายเหตุ: หนังเข้าฉายรอบปกติในวันที่ 5 ธันวาคม, ส่วนวันที่ 29 พฤศจิกายน – 4 ธันวาคม เข้าฉายรอบ 2 ทุ่มในบางโรงภาพยนตร์
[embed]https://youtu.be/b5kwtJkUdpA[/embed]
ขอบคุณ ข่าวจาก https://www.gqthailand.com/life/article/life-itself-movie-review 




