โฆษณา Facebook ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าใครมีรสนิยมทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศแบบใด งานวิจัยปี 2018 พบว่าระบบในขณะนั้นกำหนดความสนใจที่อาจเกี่ยวข้องกับข้อมูลอ่อนไหวให้ผู้ใช้จำนวนมาก แต่การได้รับป้ายความสนใจไม่เท่ากับการยืนยันตัวตนจริงของบุคคล และผลวิจัยในอดีตไม่ใช่ภาพแทนระบบปัจจุบันทั้งหมด
งานวิจัยปี 2018 พบอะไร
José González Cabañas, Ángel Cuevas และ Rubén Cuevas จาก Universidad Carlos III de Madrid ศึกษาความสนใจที่ Facebook กำหนดเพื่อใช้ด้านโฆษณา ผลงานที่เผยแพร่ใน USENIX Security 2018 ประเมินว่าประมาณ 73% ของผู้ใช้ Facebook ในสหภาพยุโรปมีความสนใจที่อาจเชื่อมโยงกับข้อมูลอ่อนไหวอย่างน้อยหนึ่งรายการ คิดเป็นประมาณ 40% ของประชากร EU ทั้งหมดในเวลานั้น ไม่ใช่ 40% ของผู้ใช้ Facebook และไม่ใช่สถิติของประเทศไทย
รายละเอียดใน งานวิจัยฉบับ arXiv ปี 2018 ระบุการวิเคราะห์รายการความสนใจรวม 5.5 ล้านรายการที่กำหนดให้ผู้ใช้ 4,577 คน ซึ่งรวมผู้ใช้ใน EU 3,166 คน ตัวเลข 5.5 ล้านจึงไม่ใช่จำนวนครั้งที่แสดงโฆษณา ทีมวิจัยยังรายงานการทดลองซื้อโฆษณาที่เข้าถึงผู้ใช้มากกว่า 26,000 คนด้วยเงินประมาณ 35 ยูโร ผลนี้แสดงความเป็นไปได้ของการเข้าถึงกลุ่มตามความสนใจในระบบขณะนั้น ไม่ได้พิสูจน์ว่าผู้รับโฆษณาทุกคนมีลักษณะส่วนบุคคลตรงตามชื่อกลุ่ม

ความสนใจ รสนิยมทางเพศ และอัตลักษณ์ทางเพศไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ตามคำอธิบายของ องค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับเพศและสุขภาพ รสนิยมทางเพศเกี่ยวกับแรงดึงดูดทางกาย ความรัก หรืออารมณ์ต่อผู้อื่น ส่วนอัตลักษณ์ทางเพศคือประสบการณ์ภายในว่าตนเป็นเพศใด การเป็นเกย์กับการเป็นคนข้ามเพศจึงไม่ใช่คำที่ใช้แทนกัน
ในทำนองเดียวกัน การสนใจเนื้อหา LGBTQ+ อาจมีได้หลายเหตุผล จึงไม่ควรนำการกดถูกใจเพจหรือโฆษณาที่ปรากฏไปสรุปรสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ หรือสถานะสุขภาพของใคร ประเด็นที่ควรพิจารณาคือระบบนำความสนใจเหล่านี้ไปใช้อย่างไร โปร่งใสเพียงใด และผู้ใช้มีทางเลือกอะไร ไม่ใช่การตัดสินตัวตนของผู้ใช้จากป้ายที่ระบบกำหนด
ข้อมูลอ่อนไหวและบริบทกฎหมายยุโรป
European Data Protection Board ระบุว่า GDPR เริ่มใช้บังคับวันที่ 25 พฤษภาคม 2018 ไม่ใช่กฎหมายที่ยังรอใช้ในอนาคต ส่วน คำอธิบาย GDPR ของสหภาพยุโรป ระบุว่าข้อมูลบางประเภท เช่น ความเชื่อทางศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง สุขภาพ และรสนิยมทางเพศ ได้รับความคุ้มครองเฉพาะ โดยหลักห้ามประมวลผล เว้นแต่เข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงแจ้งผู้ใช้แล้วจะนำข้อมูลไปใช้ได้ทุกกรณี
สำหรับเหตุการณ์ในสเปน รายงานประจำปี 2017 ของ AEPD ระบุว่าได้ลงโทษ Facebook รวม 1.2 ล้านยูโรจากหลายประเด็น รวมถึงการประมวลผลข้อมูลที่ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษโดยไม่มีความยินยอมโดยชัดแจ้ง ข้อมูลนี้เป็นเหตุการณ์ในอดีตภายใต้บริบทกฎหมายสเปน ไม่ใช่ข้อสรุปว่าการโฆษณาทุกกรณีในปัจจุบันผิดกฎหมาย

หลังจากนั้น Meta ประกาศเปลี่ยนแปลงอะไร
ใน ประกาศเรื่องความเป็นธรรมของโฆษณาเดือนมิถุนายน 2022 Meta ระบุการถอนตัวเลือกกำหนดเป้าหมายที่ผู้ใช้อาจมองว่าอ่อนไหว เพื่อลดโอกาสใช้เครื่องมือในทางที่ไม่เหมาะสม จึงไม่ควรถือว่าตัวเลือกทั้งหมดในงานวิจัยปี 2018 ยังมีอยู่เหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ประกาศของบริษัทไม่ใช่หลักฐานอิสระว่าความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวหมดไปแล้ว

ทางเลือกสำหรับตรวจสอบโฆษณาที่เห็น
Meta ประกาศในเดือนมกราคม 2023 ว่านำ Ad preferences หรือการกำหนดลักษณะโฆษณาไปไว้ใน Accounts Center ผู้อ่านที่ต้องการสำรวจตัวเลือกของตนอาจเริ่มค้นหาจากชื่อเมนูเหล่านี้ในบัญชี โดยบทความนี้ไม่ได้ยืนยันเส้นทางเมนูสำหรับทุกบัญชีหรือทุกเวอร์ชันของแอป
อีกทางเลือกหนึ่งคือดูคำอธิบาย Why am I seeing this ad? หรือเหตุใดฉันจึงเห็นโฆษณานี้ ซึ่ง Meta อธิบายว่าใช้แสดงข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่มีส่วนต่อการเลือกโฆษณา รวมถึงกิจกรรมบนและนอกบริการของบริษัท ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้พิจารณาการตั้งค่าได้ แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นหลักฐานระบุตัวตนทางเพศของผู้รับโฆษณา การเลือกตรวจสอบหรือปรับการตั้งค่าเป็นทางเลือกของแต่ละคนตามบริบทและความสะดวก
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลและความรู้ทั่วไป รวมถึงทางเลือกประกอบการพิจารณาของผู้อ่าน ไม่ใช่คำสั่งหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล ข้อมูลด้านสุขภาพไม่ใช้แทนการวินิจฉัย การรักษา หรือคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ ความเหมาะสมอาจแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละคน
