ลูกชายชอบเล่นตุ๊กตา ลูกสาวชอบเล่นแรง ๆ บอกอะไรเราได้บ้าง

ลูกชายชอบเล่นตุ๊กตา ลูกสาวชอบเล่นแรง ๆ พ่อแม่หลายคนสงสัยว่าลูกเป็นเพศที่สามหรือเปล่า

ลูกชายชอบเล่นตุ๊กตา ลูกสาวชอบเล่นแรง ๆ พ่อแม่หลายคนเห็นแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่าลูกเป็นเพศที่สามหรือเปล่า จะรู้ได้อย่างไร และควรทำตัวอย่างไรดี คนเป็นพ่อเป็นแม่ไม่ว่าลูกจะเป็นแบบไหนก็รัก ความกังวลแบบนี้จึงเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่ควรรู้ไว้ตั้งแต่ต้นคือ ลูกไม่ได้ผิดปกติ และไม่มีใครเลี้ยงลูกผิด

ของเล่นและสีที่ชอบ บอกเพศของลูกไม่ได้

เด็กผู้ชายที่ชอบเล่นตุ๊กตาหรือชอบสีชมพู เด็กผู้หญิงที่ชอบรถหรือชอบปีนป่าย เป็นเรื่องปกติของการเล่นและการเรียนรู้ สมาคมกุมารแพทย์อเมริกัน (AAP) อธิบายว่าความชอบแบบนี้ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าลูกจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพศอะไร การเดาตัวตนของลูกจากความชอบตอนยังเล็กจึงไม่ค่อยแม่น และอาจเป็นผลเสียถ้าทำให้ลูกรู้สึกอาย หรือต้องเก็บความถนัดและตัวตนของตัวเองเอาไว้

เด็กส่วนใหญ่บอกได้ว่าตัวเองเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงก่อนอายุครบสามขวบ และมีความรู้สึกเรื่องเพศของตัวเองที่ค่อนข้างมั่นคงเมื่ออายุราวสี่ขวบ ส่วนเรื่องที่ว่าโตขึ้นลูกจะชอบเพศไหนนั้น คาดเดาตั้งแต่วัยเด็กเล็กได้ยากมาก พ่อแม่จึงไม่จำเป็นต้องรีบหาคำตอบ

สิ่งที่พ่อแม่สังเกตได้คือความสุขของลูก ลูกเล่นกับเพื่อนอย่างสบายใจไหม ถูกล้อหรือถูกแกล้งหรือเปล่า และลูกกล้าเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟังหรือไม่

พ่อแม่สังเกตความสุขของลูกได้จากการเล่นและการคบเพื่อน

Quicky

พ่อแม่เปลี่ยนตัวตนทางเพศของลูกไม่ได้

หลายบ้านเคยได้ยินคำแนะนำให้ปรับพฤติกรรมลูกตั้งแต่เล็ก เช่น ชมเฉพาะตอนที่ลูกทำตัวสมเป็นเด็กผู้ชายหรือสมเป็นเด็กผู้หญิง คำแนะนำแบบนี้ไม่ตรงกับความรู้ในปัจจุบัน AAP ระบุว่าความรู้สึกข้างในว่าตัวเองเป็นเพศอะไรนั้นเปลี่ยนไม่ได้ และการที่คนเราชอบเพศไหนก็เปลี่ยนไม่ได้เช่นกัน

การพยายามกดไม่ให้ลูกเป็นตัวเองจึงไม่ได้ทำให้ลูกเปลี่ยน แต่กระทบจิตใจและพัฒนาการของลูก และอาจมีส่วนทำให้ลูกซึมเศร้าหรือวิตกกังวลได้ องค์การอนามัยโลกเองก็ไม่ได้จัดตัวตนของคนข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นความเจ็บป่วยทางจิต และระบุว่าการจัดให้เป็นความเจ็บป่วยทำให้เกิดการตีตราอย่างมาก อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ รู้จักการบำบัดแปลงเพศ และเหตุผลที่ไม่ใช่วิธีรักษา LGBTQ+

ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเพศที่สาม

ถ้าลูกโตขึ้นแล้วยังเป็นตัวเองแบบเดิม พ่อแม่ต้องยอมรับให้ได้ อย่าไปเปลี่ยนลูก เพราะนั่นคือตัวตนของเขา และอย่าคิดว่าลูกผิดปกติ การเป็นเพศที่สามไม่ใช่ลักษณะของบุคคลที่ผิดปกติ พวกเขาไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด ทุกวันนี้สังคมเปิดกว้างมากขึ้น คนที่เป็นเพศที่สามจำนวนมากมีชื่อเสียงและสร้างคุณประโยชน์ไว้มากมาย

หากพ่อแม่ไม่ยอมรับในตัวตนของลูก ปัญหาจะตามมา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ในครอบครัว เพราะลูกจะปิดบัง หรือพยายามทำตัวเป็นอีกแบบเพื่อซ่อนตัวตนจริง ซึ่งส่งผลร้ายต่อลูกโดยตรงทั้งร่างกายและจิตใจ ลูกอาจต้องอยู่ในบ้านอย่างอึดอัด ไม่มีความสุข และเครียดโดยที่พ่อแม่ไม่รู้เลย อ่านต่อได้ที่ เมื่อลูกเป็นเพศที่สาม พ่อแม่จะรับมืออย่างไรดี?

Love2Test

ทำอย่างไรให้ลูกกล้าบอกความจริง

ลูกจะกล้าบอกความจริงก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าปรึกษาพ่อแม่ได้ทุกเรื่อง และแน่ใจว่าบอกไปแล้วพ่อแม่จะรับได้และเข้าใจ ถ้าลูกรู้สึกว่าเปิดเผยไปแล้วพ่อแม่ต้องเสียใจหรือโกรธแน่ ๆ ลูกก็จะไม่กล้าบอก

ลูกกล้าบอกความจริงเมื่อรู้ว่าพ่อแม่รับฟังและเข้าใจ

สิ่งที่พ่อแม่ทำได้ตั้งแต่วันนี้

  • ให้ลูกได้เลือกของเล่น กิจกรรม กีฬา และเพื่อนด้วยตัวเอง มีของเล่นหลายแบบให้เลือก ทั้งตุ๊กตา รถ และตัวต่อ
  • ชื่นชมลูกในสิ่งที่ลูกทำได้ดีและตั้งใจทำ โดยไม่ต้องดูว่าสิ่งนั้นสมเป็นเด็กผู้ชายหรือสมเป็นเด็กผู้หญิงหรือไม่
  • ถามไถ่ความรู้สึกของลูกเป็นประจำ และคอยดูว่าลูกถูกล้อหรือถูกแกล้งหรือเปล่า
  • บอกลูกให้ชัดว่าพ่อแม่รักเขาในแบบที่เขาเป็น เด็กทุกคนต้องการความรัก การสนับสนุน และการยอมรับจากครอบครัว
  • ถ้าพ่อแม่เองยังทำใจไม่ได้ ก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องใช้เวลา และถ้าลูกดูซึม เครียด หรือกังวลมากผิดไปจากเดิม ปรึกษากุมารแพทย์ได้
Buddy Chat — Love2Test

แหล่งอ้างอิง

  • American Academy of Pediatrics. Gender Identity Development in Children. ปรับปรุงล่าสุด 7 พฤษภาคม 2024 healthychildren.org
  • American Academy of Pediatrics. Gender-Diverse & Transgender Children. ปรับปรุงล่าสุด 8 มิถุนายน 2022 healthychildren.org
  • World Health Organization. Gender incongruence and transgender health in the ICD. who.int

เนื้อหาเดิมบางส่วนเรียบเรียงจาก th.theasianparent.com