งานวิจัยเรื่องแอนติบอดีของแม่กับการมีลูกชายเป็นเกย์เป็นเบาะแสทางชีววิทยา ไม่ใช่การค้นพบ “ยีนของเกย์” ผลการศึกษาสนับสนุนความสัมพันธ์ในกลุ่มตัวอย่าง แต่ยังไม่พิสูจน์ว่าแอนติบอดีเป็นสาเหตุของรสนิยมทางเพศ หรือใช้ทำนายรสนิยมทางเพศของบุคคลได้
งานวิจัยนี้ศึกษาอะไร
Anthony F. Bogaert และคณะเผยแพร่งานในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences หรือ PNAS ทางออนไลน์วันที่ 11 ธันวาคม 2017 และในฉบับวันที่ 9 มกราคม 2018 งานนี้จึงเป็นงานย้อนหลัง ไม่ใช่ข่าวการค้นพบใหม่ โดยศึกษาสมมติฐานเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของแม่ที่อาจเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างการมีพี่ชายร่วมแม่กับรสนิยมทางเพศของลูกชายคนถัดมา
นักวิจัยตรวจแอนติบอดีต่อโปรตีน PCDH11Y และ NLGN4Y ซึ่งสร้างจากยีนบนโครโมโซม Y และได้รับการเสนอว่าอาจเกี่ยวข้องกับพัฒนาการสมอง ไม่ใช่การตรวจหายีนเดี่ยวที่กำหนดว่าใครเป็นเกย์ รายละเอียดอยู่ในบทความวิจัยต้นฉบับของ Bogaert และคณะ

พบอะไรในกลุ่มตัวอย่าง
การวิเคราะห์หลักใช้ตัวอย่างจากผู้หญิง 142 คนและผู้ชาย 12 คน กลุ่มผู้หญิงประกอบด้วยแม่ที่มีลูกชายเป็นเกย์ 54 คน แม่ที่มีลูกชายรักต่างเพศ 72 คน และผู้หญิงที่ไม่มีลูกชาย 16 คน ไม่ใช่กลุ่มแม่ที่ทุกคนมีลูกชายสองคน
ผู้หญิงมีระดับแอนติบอดีต่อ NLGN4Y สูงกว่าผู้ชาย และเมื่อปรับทางสถิติสำหรับจำนวนการตั้งครรภ์ นักวิจัยพบระดับแอนติบอดีสูงกว่าในแม่ที่มีลูกชายเป็นเกย์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ลูกชายคนนั้นมีพี่ชาย อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบผู้หญิงกับผู้ชายไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญสำหรับแอนติบอดีต่อ PCDH11Y จึงไม่ควรนำโปรตีนทั้งสองมาอธิบายเสมือนให้ผลเหมือนกัน
เหตุใดการมีพี่ชายจึงอยู่ในสมมติฐานนี้
สมมติฐานภูมิคุ้มกันของแม่เสนอว่า การตั้งครรภ์ทารกเพศชายอาจทำให้เกิดการตอบสนองต่อโปรตีนบางชนิด และแอนติบอดีอาจเกี่ยวข้องกับพัฒนาการก่อนคลอดในการตั้งครรภ์ครั้งต่อมา แต่เส้นทางดังกล่าวยังเป็นคำอธิบายที่ต้องตรวจสอบ ไม่ใช่กลไกที่งานนี้พิสูจน์ครบแล้ว
งานศึกษาปี 2006 เรื่องพี่ชายทางชีวภาพและพี่ชายที่ไม่ใช่ทางชีวภาพ พบความสัมพันธ์กับพี่ชายทางชีวภาพ แม้ไม่ได้เติบโตด้วยกัน ขณะที่ไม่พบความสัมพันธ์แบบเดียวกันกับพี่ชายที่ไม่ใช่ทางชีวภาพ ผลนี้ช่วยตั้งคำถามเกี่ยวกับปัจจัยก่อนคลอด แต่ไม่ใช่สูตรทำนายรสนิยมทางเพศของลูกชายแต่ละคน

ข้อจำกัด: ความสัมพันธ์ยังไม่ใช่เหตุและผล
งานแอนติบอดีตรวจเลือดหลังการตั้งครรภ์ผ่านไปแล้ว ไม่ได้วัดแอนติบอดีขณะตั้งครรภ์หรือแสดงโดยตรงว่าแอนติบอดีเปลี่ยนสมองทารกจนกำหนดรสนิยมทางเพศ ผลจึงต้องตีความภายใต้ขนาดและวิธีคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง และยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทดสอบกลไกและความสามารถในการทำซ้ำ
งานนี้ไม่ได้ทดสอบว่า epigenetics ทำให้ครอบครัวมีลูกชายเป็นเกย์เพื่อลดการแข่งขัน ลดการใช้ทรัพยากร หรือเพิ่มความปรองดอง จึงไม่อาจใช้ผลนี้ยืนยันคำอธิบายดังกล่าว
แล้วพันธุกรรมเกี่ยวข้องอย่างไร
งานของ Andrea Ganna และคณะในวารสาร Science ปี 2019 วิเคราะห์ข้อมูล 477,522 คน พบตำแหน่งทางพันธุกรรมห้าตำแหน่งที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมทางเพศกับคนเพศเดียวกัน และชี้ว่าพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องมีความซับซ้อน ไม่ใช่ยีนเดี่ยวที่กำหนดผล ทั้งยังไม่สามารถใช้ข้อมูลพันธุกรรมเหล่านั้นทำนายพฤติกรรมทางเพศรายบุคคลอย่างมีความหมายได้
ขอบเขตของงานนี้คือพฤติกรรมทางเพศ ไม่ใช่การอธิบายรสนิยมทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศทั้งหมด ตามที่Broad Institute อธิบายเกี่ยวกับงานวิจัย จึงไม่ควรนำผลไปเหมารวมกับการระบุตัวตนว่าเป็นเกย์ของทุกคน

ความหมายต่อผู้อ่านและครอบครัว
หลักฐานเหล่านี้ไม่รองรับการสรุปว่ารสนิยมทางเพศของลูกเป็นความผิดของแม่ และไม่สามารถบอกได้ว่าบุคคลใดเป็นเกย์จากจำนวนพี่ชายหรือผลแอนติบอดีในงานนี้ การเป็นเกย์ไม่ใช่โรคหรือภาวะที่ต้องรักษา โดยPAHO/WHO ระบุว่าการรักเพศเดียวกันเป็นความหลากหลายตามธรรมชาติของมนุษย์ คุณค่าและสิทธิของแต่ละคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการค้นพบคำอธิบายทางชีววิทยา
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลและความรู้ทั่วไป รวมถึงทางเลือกประกอบการพิจารณาของผู้อ่าน ไม่ใช่คำสั่งหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล ข้อมูลด้านสุขภาพไม่ใช้แทนการวินิจฉัย การรักษา หรือคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ ความเหมาะสมอาจแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละคน
