กระแส #MeToo ในปี 2017 ทำให้ประสบการณ์ความรุนแรงทางเพศได้รับความสนใจในวงกว้าง รวมถึงการถกเถียงเรื่องความปลอดภัยของนักศึกษา บทความนี้ทบทวนประวัติขบวนการและข้อมูลสหรัฐฯ ในอดีต ไม่ใช่รายงานสถานการณ์ปัจจุบันหรือสถิติของประเทศไทย

ชาวสหรัฐฯ ตื่นตัวอย่างต่อปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ หลังโปรดิวเซอร์ชื่อดังเเห่งฮอลลีวู้ดถูกแฉพฤติกรรมล่วงละเมิดท

#MeToo มีรากมาก่อนกระแสปี 2017

ตามประวัติขององค์กร me too. นักกิจกรรม Tarana Burke ก่อตั้งขบวนการในปี 2006 เพื่อสร้างชุมชนและการสนับสนุนผู้ประสบความรุนแรงทางเพศ ต่อมาแฮชแท็ก #MeToo แพร่หลายในปี 2017 องค์กรระบุว่างานครอบคลุมผู้ประสบเหตุหลากหลายกลุ่ม รวมถึงคนเควียร์และคนข้ามเพศ

Quicky

ข้อมูลวัยเรียนบอกอะไรเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ

รายงานของสำนักงานสถิติยุติธรรมสหรัฐฯ หรือ BJS เผยแพร่เดือนธันวาคม 2014 ใช้ข้อมูล National Crime Victimization Survey ช่วงปี 1995–2013 เปรียบเทียบผู้หญิงอายุ 18–24 ปีที่เรียนกับไม่ได้เรียนในสถาบันหลังมัธยม กลุ่มผู้เรียนรวมทั้งมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และสถาบันฝึกอาชีพ จึงไม่ใช่ข้อมูลเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดภายในรั้วมหาวิทยาลัย

ข้อค้นพบในรายงาน BJS ฉบับเต็ม ได้แก่

  • อัตราเหตุการณ์ข่มขืนและทำร้ายทางเพศอยู่ที่ 6.1 เหตุการณ์ต่อผู้หญิง 1,000 คนต่อปีในกลุ่มผู้เรียน และ 7.6 ในกลุ่มผู้ไม่ได้เรียน ตัวเลขนี้เป็นอัตราเหตุการณ์ ไม่ใช่ร้อยละของนักศึกษาที่เคยประสบเหตุตลอดการเรียน
  • ประมาณ 80% ของเหตุการณ์ในทั้งสองกลุ่มเกี่ยวข้องกับผู้กระทำที่ผู้ประสบเหตุรู้จัก
  • ประมาณ 80% ของเหตุการณ์ในกลุ่มผู้เรียน และ 67% ในกลุ่มผู้ไม่ได้เรียน ไม่ถูกรายงานต่อตำรวจ การไม่รายงานต่อตำรวจไม่ได้หมายความว่าไม่มีการบอกบุคคลหรือหน่วยงานอื่น
  • ในกลุ่มที่ไม่ได้รายงานต่อตำรวจ ทั้งผู้เรียนและผู้ไม่ได้เรียนมีประมาณ 20% ที่ระบุความกลัวการตอบโต้เป็นเหตุผล โดยผู้ตอบอาจระบุได้หลายเหตุผล
Love2Test

ผลสำรวจปี 2017 ไม่ได้วัดเฉพาะการคุกคามในที่ทำงาน

ผลสำรวจ ABC News/Washington Post โดย Langer Research Associates เก็บข้อมูลวันที่ 12–15 ตุลาคม 2017 และเผยแพร่วันที่ 17 ตุลาคม 2017 พบว่า 54% ของผู้หญิงที่ตอบคำถามเคยถูกผู้ชายเข้าหาทางเพศอย่างไม่พึงประสงค์ซึ่งตนเห็นว่าไม่เหมาะสม โดยคำถามครอบคลุมทุกบริบท ไม่จำกัดสถานที่ทำงาน

คำถามแยกต่างหากพบว่า 30% เคยได้รับการเข้าหาทางเพศอย่างไม่พึงประสงค์จากผู้ชายที่ทำงานบริษัทเดียวกัน และ 23% จากผู้ชายที่มีอิทธิพลต่อสถานการณ์การทำงาน ตัวเลขเหล่านี้เป็นสัดส่วนของผู้หญิงที่ตอบคำถาม ไม่ใช่สัดส่วนย่อยของกลุ่ม 54% และไม่ใช่สถิติการข่มขืนในมหาวิทยาลัย

Buddy Chat — Love2Test

อ่านข้อมูลโดยไม่เพิ่มภาระให้ผู้ประสบเหตุ

เมื่อพิจารณาร่วมกัน ประวัติ #MeToo และข้อมูลข้างต้นช่วยให้เห็นประเด็นสำหรับการถกเถียงเรื่องมหาวิทยาลัย ได้แก่ การรับฟังประสบการณ์ ความสัมพันธ์กับผู้กระทำ และอุปสรรคในการรายงานเหตุ นี่เป็นการสังเคราะห์ประเด็น ไม่ใช่หลักฐานว่ากระแสแฮชแท็กทำให้อัตราความรุนแรงเพิ่มขึ้นหรือลดลง

สถิติแต่ละชุดมีนิยาม ประชากร และช่วงเวลาแตกต่างกัน จึงไม่ควรนำมาเทียบตรงๆ หรือใช้แทนประสบการณ์ของผู้ชาย คนข้ามเพศ และผู้มีความหลากหลายทางเพศทั้งหมด การเข้าร่วม #MeToo หรือเปิดเผยเรื่องส่วนตัวต่อสาธารณะเป็นทางเลือก ไม่ใช่หน้าที่หรือเงื่อนไขของการได้รับความเคารพและการสนับสนุน

เครดิตผู้เรียบเรียงบทความต้นฉบับ: ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทย กรุงวอชิงตัน เนื้อหาฉบับปรับปรุงนี้สรุปใหม่จากแหล่งอ้างอิงที่ระบุ และไม่ได้คงคำสัมภาษณ์ที่ยังตรวจยืนยันไม่ได้

บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลและความรู้ทั่วไป รวมถึงทางเลือกประกอบการพิจารณาของผู้อ่าน ไม่ใช่คำสั่งหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล ข้อมูลด้านสุขภาพไม่ใช้แทนการวินิจฉัย การรักษา หรือคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ ความเหมาะสมอาจแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละคน