ใครเสี่ยงกว่าระหว่าง “เกย์รุก” และ “เกย์รับ” ?
- เนื้อเยื่อภายในลำไส้ ที่ถัดจากรูทวาร มีความบอบบางมากกว่า และไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการถูกเสียดสี หรือมีสิ่งของเข้าออก ดังนั้นอาจเกิดการฉีกขาดหรือบาดแผลได้ระหว่างการร่วมเพศ
- การตกค้างของสารคัดหลั่ง ที่จะค้างอยู่หลังร่วมเพศเสร็จ กล่าวคือหากการร่วมเพศในครั้งนั้น ไม่ได้สวมถุงยางอนามัย และมีการหลั่งใน (การหลังน้ำอสุจิของรุกไว้ภายในช่องทวารหนัก) หากรุกคนนั้นมีภาวะเสี่ยง หรือติดเชื้อมาก่อน ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงของรับอีกเช่นกันครับ
- การสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ปัจจุบันถุงยางถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายในทุกกิจกรรมทางเพศ ทั้งแบบบางให้ความรู้สึกแนบชิดเหมือนไม่ได้ใส่ แบบปุ่มขรุขระเพิ่มความหรรษา กลิ่นต่างๆ เช่นสตรอเบอร์รี่ โคล่า แบบผสมสารเรืองแสงในที่มืด หรือแม้แต่ที่ช่วยในด้านชะลอการหลั่งเร็วจากสารให้ความชา เห็นมั้ยว่ามีออกมาในทุก Section อยู่ที่การเลือกใช้ให้เหมาะกับความต้องการ ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องเพิ่มอรรถรสในการร่วมเพศแล้ว ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการป้องกันโรคอีกด้วย
- สารหล่อลื่น สำหรับคู่ที่มีการสอดใส่เข้าทางช่องทวารหนัก การใช้เจลหล่อลื่นร่วมด้วยจะช่วยลดการเสียดสี ที่ทำให้เกิดบาดแผล ซึ่งปัจจุบันสารหล่อลื่นเองก็มีหลากหลายประเภทให้เลือก คำแนะนำง่ายๆ ก็คือ ให้เลือกเจลหล่อลื่นที่เป็นสูตรน้ำหรือ Water Based เพราะว่าก่อให้เกิดความระคายเคืองน้อย ไม่ทำลายเนื้อเยื่อของถุงยางอนามัย ล้างออกง่าย ไม่ตกค้าง สำหรับผู้ที่ต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับเจลหล่อลื่นแต่ละประเภท ว่ามีความแตกต่างและรูปแบบการใช้งานอย่างไร คลิก
- การทานยา Prep วิธีนี้สามารถทำได้ทุกคน เป็นการรับมือที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อล่วงหน้า โดยยา Prep นั้นจะมีส่วนช่วยในการป้องกันไวรัส HIV ได้สูงถึง 92% หากมีการกินเป็นประจำอย่างต่อเนื่องและถูกวิธี สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถ คลิกเพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้เกี่ยวกับยา Prep และปรึกษาแพทย์ควบคู่การทาน
- การตรวจเลือดเป็นประจำ แม้ว่าจะมีการป้องกันแล้ว แต่การตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำสำหรับผู่้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงก็เป็นสิ่งจำเป็น การตรวจสุขภาพจะช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่าร่างกายของเราไม่ได้รับเชื้อ หรืออยู่ในภาวะบ่มเพาะใดใด ซึ่งอาจเกิดจากความผิดพลาดของการป้องกัน เช่น ถุงยางรั่ว การทานยา Prep ไม่ต่อเนื่อง หรือแม้แต่เราอาจติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์จากช่องทางอื่นๆ เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันผู้อื่นเป็นต้น ดังนั้นผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงควรหมั่นปรึกษาแพทย์และมีการอัพเดทความสมบูรณ์ของร่างการตามความเหมาะสม
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ

